วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

อิฐ 2 ก้อน -

ชื่อ:  574617_322998804432930_1964294376_n.jpg
ครั้ง: 1484
ขนาด:  17.6 กิโลไบต์

" ..อย่าให้ความผิดพลาดของ “อิฐที่ไม่ดี” เพียง “2 ก้อน”
ทำให้เราต้องทำลายกำแพงดีๆ จนพัง.."
อาจารย์พรหม หรือพระวิสิทธิสังวรเถร
วัดป่าพิญาณใกล้เมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย

ช่วงก่อตั้งวัดป่าโพธิญาณเมื่อปี 2526 พระอาจารย์พรหมเล่าว่าหลังจากซื้อที่ดินแล้ว
เงินก็แทนไม่เหลือ ต้องสร้างวัดด้วยมือของตัวเอง ตั้งแต่ผสมปูน จนถึงการก่อกำแพงอิฐ
ท่านเล่าว่าตอนที่ลงมือทำก็รู้สึกว่าได้ทำอย่างประณีตที่สุด จนกระทั่งกำแพงอิฐเสร็จสิ้นลง
แต่พอถอยออกมายืนดู ก็พบว่าก่ออิฐพลาดไป 2 ก้อน อิฐกำแพงเรียงเรียบสวย
แต่มีอยู่ 2 ก้อนที่เอียงๆ พระอาจารย์พรหมขอเจ้าอาวาสทุบกำแพงทิ้งเพื่อก่อใหม่
แต่เจ้าอาวาสไม่ยอม

จากนั้นเป็นต้นมาทุกครั้งที่พระอาจารย์พรหมพาแขกเยี่ยมวัด
ท่านจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่พาแขกเดินผ่านกำแพงบริเวณนี้
เพราะอายที่ก่ออิฐผิดพลาดไป 2 ก้อน

จนกระทั่งวันหนึ่ง พระอาจารย์พรหมกำลังเดินกับผู้มาเยี่ยมวัดคนหนึ่ง
เขาเห็นกำแพงอิฐนี้แล้วก็เปรยขึ้นมาว่า “กำแพงนี้สวยดี”
พระอาจารย์พรหมถามด้วยอารมณ์ขันว่า
“คุณลืมแว่นสายตาไว้ในรถหรือเปล่า คุณไม่เห็นหรือว่ามีอิฐ 2 ก้อนที่ก่อผิดพลาด
จนกำแพงดูไม่ดี”

แต่แล้วผู้มาเยี่ยมชมคนนี้ก็เอ่ยประโยคที่ทำให้พระอาจารย์พรหมเปลี่ยนแปลง
ทัศนคติทั้งหมดที่เคยมีต่อกำแพงนี้ พร้อมกับเปลี่ยนแง่มุมที่มีต่อชีวิต

ผู้เยี่ยมชมคนนั้นบอกว่า “ผมเห็นอิฐที่วางไม่ดีสองก้อนนั้น
แต่ผมก็ได้เห็นด้วยว่ามีอิฐอีก 998 ก้อนที่ก่อไว้อย่างสวยงาม”

"นับเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือนที่อาตมาสามารถมองเห็นอิฐก้อนอื่น ๆ บนกำแพงนั้น
นอกเหนือจากเจ้า 2 ก้อนที่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นอิฐที่อยู่ด้านบน ด้านล่าง ด้านซ้าย
และด้านขวาของเจ้าอิฐ 2 ก้อนนั้นล้วนแต่เป็นอิฐที่ก่อไว้อย่างดีไม่มีที่ติ
ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนอิฐที่ดีมีมากกว่าเจ้าอิฐไม่ดี 2 ก้อนนั้น”

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา สายตาของพระอาจารย์พรหมเฝ้ามองแต่อิฐ 2 ก้อนนั้น
ท่านยอมรับว่าสายตาของท่านมืดบอดต่อสิ่งอื่นๆ ท่านอยากทลายกำแพง
เพราะมองเห็นแต่อิฐ 2 ก้อนที่ผิดพลาด แต่ทันทีที่ความรู้สึกเปิดกว้าง
มองเห็นอิฐก้อนดีๆ จำนวนมากบนกำแพงนี้ กำแพงเดิมที่อยากทลายก็กลับงดงามขึ้นมาทันที “ใช่...กำแพงนี้สวยดี” พระอาจารย์พรหมหันไปบอกกับผู้มาเยี่ยมคนนั้น

จนถึงวันนี้ พระอาจารย์พรหมก็นึกไม่ออกแล้วว่าอิฐก้อนที่ผิดพลาด 2 ก้อนนั้น
อยู่ตรงส่วนไหนของกำแพง ทัศนคติในการมองโลกที่เปลี่ยนแปลง
ทำให้ อิฐ 2 ก้อนนั้นเลือนหายจากความทรงจำ

พระอาจารย์พรหมเปรียบเปรยว่าคู่ชีวิตที่ตัดสัมพันธ์หรือหย่าร้างกันก็เพราะ
ทั้งคู่เพ่งมองแต่ “อิฐที่ไม่ดี 2 ก้อน” ในตัวคู่ชีวิตของเขา

คนที่คิดท้อแท้ อยากฆ่าตัวตายก็เพราะเรามองเห็นแต่ “อิฐ 2 ก้อน” ในตัวเราเอง
ทั้งที่ในความเป็นจริง นอกจาก “อิฐ 2 ก้อน” ที่ผิดพลาดแล้ว ยังมี “อิฐก้อนที่ดี”
และ “อิฐก้อนที่ดีจนไม่มีที่ติ” มากมายอยู่ในตัวเรา เพียงแต่เรามองไม่เห็นเท่านั้น

ท่านอาจารย์พรหมเตือนสติว่า
" ..อย่าให้ความผิดพลาดของ “อิฐที่ไม่ดี” เพียง “2 ก้อน”
ทำให้เราต้องทำลายกำแพงดีๆ จนพัง.."

ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=31909
ลืมปิดประตู

มีนายทหารผู้ใหญ่ท่านหนึ่งด้วยค​วามรีบร้อนที่จะไปธุระหลังจากเข​้าห้องน้ำแล้วก็รีบออกมา โดยที่ลืมรูดซิปกางเกง

พอเดินออกมาจากห้องน้ำก็บังเอิญ​เจอกับทหารหญิงที่หน้าประตู ทหารหญิงด้วยความหวังดีจึงกระซิ​บบอก นายทหารผู้ใหญ่ท่านนั้น

ทหารหญิง : " ท่านคะ ลืมปิดประตูค่ะ "

นายทหารผู้ใหญ่ตอบกลับมา " อะไรกันผมปิดเรียบร้อยแล้ว "

พลางชี้ไปที่ ประตูห้องน้ำแล้วรีบเดินออกไปทั​นที ไม่ทันที่ทหารหญิงจะพูดอะไรต่อ

เดินมาได้สักครู่ก็พบกับนายทหาร​อีกคนหนึ่ง นายทหารคนนั้นเห็นว่าท่าน ลืมรูดซิปกางเกง จึงเข้าไปกระซิบบอกท่านว่า

" ท่านครับ ท่านลืมรูดซิปกางเกง ครับ "

ท่านอุทานออกมาเบา ๆ " ตายล่ะ มิน่าเล่าเมื่อกี้นี้เจอกับทหาร​หญิง

เค้าบอกว่าผมไม่ได้ปิดประตูแต่ว​่าผม ไม่เข้าใจ ดีนะนี่ที่คุณบอกผม ขอบใจมาก "

รุ่งขึ้นนายทหารผู้ใหญ่ท่านนั้น​ก็บังเอิญพบกับทหารหญิงคนเมื่อว​านอีกครั้ง

ท่านจึงกระซิบถามทหารหญิงว่า

" เมื่อวานที่ผมลืมปิดประตูน่ะไม่​ทราบว่าคุณเห็นนายร้อยหนุ่ม ๆยืนอยู่ข้างใน บ้างไหม "

ทหารหญิง : " ดิฉันไม่เห็นเลยค่ะท่าน เห็นแต่จ่าแก่ ๆ หัวล้านแดงเถือก ยืนคอตกอยู่คนเดียว

แถมถือถุงทะเลเหี่ยว ๆ 2 ใบด้วยค่ะ "




ขนมปัง หรือ ไก่ทอด

หลังจากเฝ้าดูยอดขายที่ตกต่ำลงมา 3 เดือนของไก่ทอดเคนตั๊กกี้

ผู้พันแซนเดอร์ส(คนคิดสูตร KFC)ได้โทรศัพท์หาพระสันตปาปาเพื่อขอความช่วยเหลือ

พระสันตปาปากล่าว

"พ่อจะช่วยอะไรลูกได้บ้าง"

ผู้พันตอบ"

ผมอยากให้คุณพ่อช่วยเปลี่ยนบทสวดประจำวันจาก"ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานขนมปังให้แก่เรา " เป็น

"ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานไก่ทอดให้แก่เรา ถ้าหากคุณพ่อทำได้นะ ผมจะบริจาคให้วาติกัน 10 ล้านดอลลาร์"

พระสันตปาปาตอบ

"พ่อเสียใจนะลูกนั่นเป็นบทสวดของพระผู้เป็นเจ้า พ่อเปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอก"

หลังจากนั้นอีกเดือนหนึ่ง ยอดขายยังคง ตกต่ำลงกว่าเก่าอีก ผู้พันเริ่มเครียดจึงโทรหาพระสันตปาปาอีกครั้ง

"ฟังนะครับคุณพ่อ ผมต้องการความช่วยเหลือของท่านมาก ผมจะบริจาค 50 ล้านดอลลาร์ถ้าท่านเปลี่ยน

คาถาในบทสวดจาก "ขนมปัง" เป็น "ไก่ทอดเท่านั้นเอง"

พระสันตปาปาตอบกลับมาว่า

"ลูกเริ่มทำให้พ่อลังเลแล้วนะ ผู้พันแซนเดอร์ส โบสถ์สามารถใช้เงินที่ลูกบริจาค ทำประโยชน์แก่สาธารณชนได้มากมาย

แต่พ่อคงต้องขอยืนกราน นั่นเป็นบทสวดของพระผู้เป็นเจ้า พ่อคงเปลี่ยนแปลงไม่ได้"

ผู้พันแซนเดอร์สต้องผิดหวังกลับไปอีกครั้ง แต่เมื่อสองเดือนผ่านไปพร้อมกับยอดขายที่ย่ำแย่ถึงขีดสุด

"คุณพ่อครับ นี่เป็นคำขอร้องครั้งสุดท้าย ถ้าพ่อเปลี่ยนคำในบทสวดจาก"ขนมปัง" เป็น "ไก่ทอด"

ผมจะบริจาคให้สำนักวาติกัน 100 ล้านดอลลาร์

พระสันตปาปาตอบ

"ขอเวลาพ่อคิดก่อนนะ แล้วพ่อจะติดต่อกลับไป"

วันต่อมา พระสันตปาปาเรียก ประชุมบิชอปทั้งหมดในคณะและเริ่มแถลงว่า

"พ่อมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายนะ ข่าวดีคือ KFC กำลังจะบริจาคเงินให้สำนักวาติกันของเรา 100 ล้านดอลลาร์"

เหล่าบิชอปต่างพากันปลาบปลื้มกับข่าวดีนี้ บิชอปท่านหนึ่งจึงถามถึงข่าวร้ายบ้าง

พระสันตปาปาตอบ

"ข่าวร้ายก็คือ เราคงต้องยกเลิกสัญญากับบริษัทขนมปังฟาร์มเฮาส์แล้วน่ะ"
 


           ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=31851

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Mark Douglas ทัศนคติแห่งการเก็งกำไร


Mark Douglas เซียนหุ้นที่เป็นที่ยอมรับกันว่า เขามีความชำนาญ และแนวคิดที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับแง่มุมทางด้านจิตวิทยาการลงทุนเป็นอย่างสูง ในระดับต้นๆของโลก โดยเขาได้เคยเขียนหนังสือหุ้นไว้สองเล่มที่โด่งดังมาก และถือเป็น Must Read! เลยทีเดียวนั่นก็คือ The Discipline Trader และ Trading in The Zone

Douglas เริ่มต้นการเก็งกำไรในตลาด Future ในปี 1978 โดยขณะนั้น เขาทำงานเป็นผู้บริหารของบริษัทแห่งหนึ่ง จนเมื่อมีโบรกเกอร์โทรมาชักชวนให้เขาลงทุน เขาจึงเริ่มเข้าสู่เส้นทางการเก็งกำไรในทองคำ และหลังจากนั้นมา เขาก็หลงใหลในการเก็งกำไรเป็นอย่างมาก เขาตัดสินใจลาออกจากงานผู้บริหาร และสมัครเข้าทำงานใน Merrill Lynch ด้วยการเป็นโบรกเกอร์แทน!!!!

ภายใน 9 เดือน Douglas ก็หมดตัว!!! เขาสูญเสียเงินสะสมทั้งหมดที่มีไปกับการเก็งกำไร แต่นั่นกลับกลายเป็นพลังให้เขาลุกขึ้นต่อสู้ และก้าวเดินต่อไปในเส้นทางที่เขาเลือก เพราะอย่างน้อยเขาได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากการสูญเสียที่เกิดขึ้น ซึ่งก็คือ เขาเรียนรู้ว่าแท้จริงแล้วการเก็งกำไรนั้น มันคือการต่อสู้กับจิตใจของเราเอง โดยมุมมอง และทัศนคติของเขานั้น มีส่วนสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใดในการเก็งกำไร และนั่นทำให้เขาเชื่อว่าสิ่งที่เขาคิด คือสิ่งที่สำคัญมาก และนั่นทำให้หลังจากนั้น เขาเริ่มเขียนบันทึกประจำวันอย่างละเอียด

"ผมได้เขียนถึงพฤติกรรมการเก็งกำไรของผม สภาวะจิตใจของผม และสภาวะจิตใจที่เกิดขึ้นกับของลูกค้าของผม โดยผมได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับรูปแบบพฤติกรรมที่ผมสังเกตเห็น ไม่เพียงแต่เฉพาะจากตัวของผม แต่รวมถึงทุกๆคนที่อยู่ในออฟฟิส และจากนักเก็งกำไรในห้องค้า (Floor Trader) ซึ่งผมรู้จักอีกด้วยครับ"

หลังจากเขาเทรดมาได้ 3 ปี เขายังไม่สามารถที่จะทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ จนทั้งครอบครัว และเพื่อนฝูงของเขาต่างคิดว่าเขาบ้าที่ตัดสินใจออกมาจากงานบริหารที่ทำอยู่ แทบจะไม่มีใครที่ยอมรับเขาเลย และเขารู้สึกได้ถึงความกลัวที่ยังซ่อนอยู่ในใจ แต่นั่นก็ไม่ทำให้เขาหันหลังกลับ เขาใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะทำตามความฝัน ในที่สุดจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขาก็มาถึง

"เมื่อผมคิดได้ว่าผมจะต้องทำได้!! (ซึ่งผมจำไม่ได้ว่ามันใช้เวลานานแค่ไหน) และหลังจากที่ผมรู้สึกได้อย่างนั้น ความกลัวของผมก็หายไป ผมตระหนักถึงคุณค่าในตัวของผมมากกว่าที่เคยเป็น ผมรู้สึกว่าผมยังสามารถคิดได้ ผมยังสุขภาพดีอยู่ ผมมีพรสวรรค์ และเมื่อผมตระหนักถึงคุณค่าในตัวของผมได้ ความกลัวทุกอย่างก็หายไปในทันที ผมเห็นรูปแบบพฤติกรรมที่คอยปิดกั้นความสำเร็จของตัวผม และของนักเก็งกำไรคนอื่นๆ ซึ่งเป็นรูปแบบที่จะขัดขวางเราจากความสำเร็จ และมันทำให้ผมเห็นในสิ่งที่นักเก็งกำไรจำเป็นต้องทำเพื่อความสำเร็จของพวกเขา หลังจากนั้นในช่วงหน้าร้อนปี 1982 ผมจึงเริ่มต้นเขียนหนังสือ The Discipline Trader และก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนของผมขึ้นครับ"

Douglas อธิบายรูปแบบพฤติกรรมที่คอยขัดขวางนักเก็งกำไรจากความสำเร็จ ว่าความผิดพลาดต่างๆ เช่นการที่คุณมักจะเข้าซื้อเร็วเกินไป ก่อนที่ตลาดจะมีสัญญาณเกิดขึ้น หรือไม่ก็ช้าเกินไป หลังจากที่ตลาดเกิดสัญญาณขึ้นนานแล้ว หรือแม้กระทั่งการขาดทุนมากขึ้นกว่าเดิม จากการที่คุณเลื่อนจุดตัดขาดทุนของคุณออกไป ความผิดพลาดนี้มันเกิดมาจากความกลัวหลักๆ 4 ชนิด ที่นักเก็งกำไรชั้นยอดนั้นจะคอยจัดการกับมันอยู่เสมอ

ความกลัว 4 ชนิด นั่นก็คือ ความกลัวที่จะผิดพลาด ความกลัวที่จะขาดทุน ความกลัวที่จะพลาดโอกาสไป และสุดท้ายคือความกลัวที่จะปล่อยให้กำไรหลุดลอยไป ซึ่งเขาพบว่า ความกลัวทั้ง 4 ชนิดนี้คือตัวการหลักๆที่ทำให้เราทำในสิ่งที่ผิดในการเก็งกำไรมากกว่า 90% ซึ่งความกลัวดังกล่าวมันถูกบ่มเพาะมาจากวัฒนธรรมและสังคมของพวกเราเอง มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครสักคนจะเติบโตมาโดยไม่เคยเรียนรู้ที่จะต้องกลัวบางสิ่ง

สำหรับนักเก็งกำไรนั้น พวกเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจขาดทุนได้ตลอดเวลา แต่พวกเราไม่ต้องการที่จะยอมรับมัน เพราะหากเรายอมรับมัน มันจะทำให้เรารู้สึกถึงความเจ็บปวดที่เราต้องสูญเสียบางสิ่งไป พวกเขาจึงพยายามหนีความจริง และจากการที่เราพยายามหนีมัน นั่นทำให้ทุกๆอย่างยิ่งแย่ขึ้นไปอีก

Douglas แนะนำว่า คุณต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงความเชื่อของคุณ โดยการเปลี่ยนมุมมองและให้ความหมายกับคำว่าขาดทุนเสียใหม่ว่าการขาดทุนจริงๆแล้วมันหมายความว่าอะไร สิ่งที่สำคัญก็คือ คุณจะต้องเปลี่ยนแปลงความเชื่อของคุณหลายๆอย่างที่เป็นตัวการทำให้คุณตีความหรือแปลความหมายกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากตลาดในทางลบหรือด้วยความรู้สึกเจ็บปวด คุณจะต้องสร้างความเชื่อและทัศนคติชุดใหม่ขึ้นมา ที่จะทำให้คุณสามารถตีความหรือแปลความหมายกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากตลาดได้อย่างไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือไร้ความกังวลต่างๆ รวมถึงความเชื่อชุดใหม่ที่จะทำให้คุณสามารถทำสิ่งต่างๆได้อย่างเต็มความสามารถของคุณ

สิ่งที่แยกนักเก็งกำไรหรือนักลงทุนชั้นยอดออกจากคนทั่วๆไป นั่นคือนักเก็งกำรชั้นยอดนั้นเข้าใจเป็นอย่างดีว่า การลงทุนซื้อ-ขาย แต่ละครั้งนั้น ผลลัพธ์ของมันไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับการซื้อขายครั้งที่ผ่านๆมาเลย ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาสามารถทำสิ่งต่างๆได้อย่างเหมาะสม มันก็เหมือนการโยนเหรียญหัวก้อย ผลของการโยนเหรียญครั้งนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับครั้งที่แล้วหรือครั้งไหนๆ

สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่มักไม่ได้ให้ความสนใจ เมื่อพวกเขาเริ่มต้นเข้ามาเก็งกำไรหรือลงทุนนั่นก็คือ พวกเขาไม่ได้คิดว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตใจมาก จริงๆแล้วตลาดนั้นไม่สามารถที่จะบังคับหรือไม่มีผลต่อคุณในการกำหนดมุมมองการรับรู้ หรือแปลความหมายของสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดของตัวคุณเองเลย แต่มันเกิดขึ้นมาจากกลไกทางจิตวิทยาในตัวคุณซึ่งจะคอยควบคุมการรับรู้และแปลผลของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในตัวของคุณเอง และในฐานะที่คุณเป็นนักเก็งกำไรหรือนักลงทุน ถ้าหากว่าคุณต้องการที่จะทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอแล้วล่ะก็ สิ่งที่คุณจะต้องทำเพื่อให้เกิดกำไรที่สม่ำเสมอขึ้นมาก็คือ การควบคุมกระบวนการในการรับรู้ และแปลความหมายของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ในทางที่คุณจะสามารถทำสิ่งต่างๆได้อย่างเหมาะสม และไร้ความวิตกกังวลนั่นเอง

ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวการสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ “ความกลัว” นั่นเอง เนื่องจากจิตใจของเรานั้นถูกออกแบบมาให้หลักเลี่ยงจากความเจ็บปวด จากกลไกทางจิตวิทยาที่อยู่ทั้งใต้จิตสำนึกของเราและจิตสำนักของเราเอง และนี่คือตัวการใหญ่ตัวหนึ่งที่พวกเรามักจะมองข้ามมันไป ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าความกลัวนั้น นอกจากจะทำให้จิตใจของเราอ่อนแอลงไป แต่มันทำให้มุมมองหรือวิสัยทัศน์ของเราย่ำแย่ลงไปด้วย ความกลัวนั้นจะทำให้มุมมองของเราแคบลงไปเพราะเรามัวแต่เพ่งอยู่กับสิ่งที่เรากลัว ซึ่งจะมีผลต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เข้ามาในทุกๆช่วงขณะเวลานั่นเอง

ยิ่งในเรื่องของการเก็งกำไรหรือการลงทุนแล้ว มันยิ่งเป็นเรื่องที่อยู่ภายในจิตใจของเราเองขึ้นอีก เนื่องจากจริงๆแล้วตลาดนั้นไม่ได้สร้างข้อมูลที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดขึ้นมาด้วยตัวของมันเองเลย สิ่งที่มันสร้างขึ้นมาคือข้อมูลดิบ ซึ่งสามารถทำให้เรารับรู้มันในแนวทางที่เจ็บปวดขึ้นมาหรือในแนวทางที่พึงพอใจขึ้นมาควบคู่กันไปอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าคุณได้เข้าไปซื้อหุ้นไว้ แต่ภาพของตลาดโดยรวมนั้นกลับกลายเป็นขาลง และโชคร้ายเหลือเกินที่การเด้งขึ้นมาในแต่ละครั้งมันทำให้ผมตัดสินใจถือมันต่อไป เพราะช่วงที่ตลาดเด้งสวนขึ้นมานั้น จะทำให้เกิดความหวังขึ้นมานั่นเอง และจุดนี้เองที่ความกลัวของคุณจะเข้ามามีผลทำให้คุณจดจ่อความสนใจไปที่การเด้งขึ้นมาของตลาดเพียงอย่างเดียว เนื่องจากคุณได้ให้ความสำคัญกับการเด้งขึ้นมาของตลาดมากกว่าอย่างอื่น และทำให้คุณจะพยายามทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อจะบอกกับตัวเองว่าคุณจะไม่เป็นอะไร คุณจะพยายามหาเบาะแสเพื่อให้คุณสบายใจว่ามันจะเด้งขึ้นมาอีก และถึงแม้ว่าตลาดยังจะเคลื่อนที่เป็นขาลงต่อไป คุณก็จะไม่อยากรับรู้มัน คุณจะพยายามมองและรับรู้ว่าการเด้งขึ้นมาในแต่ละครั้งของตลาดเป็นจุดกลับตัวขึ้นของมัน แต่มันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น คุณจะเริ่มยอมรับความจริงเมื่อราคามันตกไปจนแทบไม่เหลืออะไรแล้ว.....

ตลาดหุ้นมันไม่ใช่อะไรอื่น มันเป็นเพียงสิ่งสะท้อนอารมณ์ความโลภและความกลัวของนักลงทุน ซึ่งส่งผลต่อระดับราคา มันไม่มีเหตุผลและไม่ใช่ตรรกะ ในตลาดหุ้น 1+1 อาจไม่ได้เท่ากับ 2 ดังนั้น เลิกหาเหตุผลให้มัน แต่จงเข้าใจในสิ่งที่มันเป็น และเมื่อตลาดคือสิ่งที่สะท้อนอารมณ์และจิตใจของมนุษย์ เมื่อคุณอยากเข้าใจมัน ชนะมัน และทำเงินจากมัน คุณก็ต้องเข้าใจอารมณ์และจิตใจของมนุษย์ ซึ่งมันก็คือการเข้าใจจิตใจของตัวเอง ดังนั้นจงพัฒนาการรับรู้ บริหารจิตใจและอารมณ์ของตัวคุณให้ดี แล้วคุณจะพบว่าเคล็ดลับความสำเร็จในการลงทุนไม่ได้อยู่ที่ไหน มันอยู่แค่....ภายในใจของคุณเองนี่แหละ

ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=31836
ข้อความสั้นๆจาก Anthony Bolton


ผมไม่เคยมีเป้าหมายสำหรับหุ้นแต่ละตัวที่ผมถืออยู่ ผมคิดว่าถ้าเรามีราคาเป้าหมายอยู่ในใจ ซื้อเท่านี้ จะขายที่ราคานี้เหมือนกับว่าคุณสามารถคาดการณ์อนาคตได้ซึ่งในความเป็นจริงมันแทบจะเป็นไปไม่ได้

ในระยะสั้น ราคาหุ้นมักจะอยู่ในระดับที่สมดุลกัน มันเป็นสมดุลที่เปราะบางมากๆ สถานการณ์หรือข่าวที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย จะทำให้สมดุลราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงไปตาม

ในระยะยาว ราคาหุ้นส่วนใหญ่จะเคลื่อนไหวไปตามความสามารถในการทำกำไรของบริษัท ถ้าบริษัทยังคงดีและทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ก็ไม่สามารถมีอะไรมาขวางราคาหุ้นได้ ด้วยเหตุนี้การคาดการณ์ผลกำไรจึงเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่นักลงทุนมืออาชีพ นักวิเคราะห์หรือผู้จัดการกองทุนสมควรที่จะทำ แต่ผมคิดว่าการประเมิณคุณภาพของธุรกิจและความได้เปรียบเชิงแข่งขันมีความสำคัญมากกว่า


****************

ผมคิดอยู่เสมอว่า "ตลาดกระทิง" เป็นจุดเริ่มต้นของ "ตลาดหมี" ที่ยาวนาน และมันก็กลับกันด้วย ถ้าเราเอากระดาษมา 1 แผ่น "ตลาดหมี" ก็เปรียบเหมือน รอยขาดของกระดาษ นักลงทุนเห็นกระดาษขาดก็เกิดความตกใจ แต่โชคดีมันมีข่าวดี ก็เปรียบเสมือนเราเอาอะไรซักอย่างไป"ปะ" มันเอาไว้ มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดกระทิง ปัญหามันก็ยังคงอยู่และดำเนินต่อไป มันยังคงมีรอยขาด เพียงแต่นักลงทุนมองไม่เห็นมันก็เท่านั้นเอง จะว่าไปมันก็เหมือนกับรูปคนที่คุณพอมองแบบหนึ่ง มันจะเป็นรูปคนยิ้ม แต่พอมองอีกแบบหนึ่งมันก็จะเป็นรูปคนหน้าบูดบึ้ง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือ วิธีที่คุณมองรูป หาใช่ตัวรูปที่เปลี่ยนไป

*****************

หลายๆครั้ง ตลาดกระทิง จะดำเนินไปยาวนานกว่าที่คนคาดกันเอาไว้ และหลังจากกระทิงอันร้อนแรง ตลาดหมีก็จะเริ่มจดๆจ้องๆที่จะมาออกมา ก่อนเกิดขึ้นจริง

อย่าลืมว่าแนวโน้มระยะยาวของตลาดคือ การขึ้น ดังนั้นการที่เรามองโลกไปในทางบวกจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ถ้าคุณพลาดวันดีๆเพียงไม่กี่วันในตลาดกระทิง ผลตอบแทนของคุณจะถดถอยลงอย่างมากทีเดียว


*****************
นักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จ จะเพิกเฉยต่อข้าวร้ายที่เกิดขึ้นในตลาด
          ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=31824

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ชื่อ:  images.jpeg
ครั้ง: 1317
ขนาด:  6.1 กิโลไบต์


ขอขอบคุณ ทุกท่าน ผมเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมแสดงความยินดีกับ ชั้นเรียน 2012


มีคนมากมายมาร่วมยินดีกับพวกคุณ ขอเสียงปรบมือให้กับทุกท่าน โดยเฉพาะคุณแม่ ไม่มีของขวัญวันแม่ชิ้นใดมีค่าเหมือนการได้เห็นลูกๆของคุณเรียนจบในวันนี้

ผมนึกถึงลูกๆของผมเองทุกครั้งที่มางานแบบนี้ เพราะ ผมคงดีใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว แต่พวกคุณกลับไม่ร้องเลย

ผมต้องขอบอกว่า จริงๆแล้วผมจบมาจากอีกมหาลัยหนึ่งซึ่งเป็นคู่แข่งกับมหาลัยนี้ แต่ผมก็ยินดีเป็นอย่างมากที่ได้มาแสดงความยินดีกับพวกคุณในวันนี้ และมันเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลยเพราะปีก่อนๆคุณมีบุคคลสำคัญมากมายมาร่วมแสดงความยินดี



ทุกคนที่มาล้วนเป็นคนเก่งและมีความสามารถ มีบทบาทสำคัญกับประเทศนี้


ตอนที่ผมเรียนจบ มันคล้ายๆกับตอนนี้มาก ตอนนั้นเมื่อ 1983 มันเป็นปีแรกที่มหาลัยของผมรับผู้หญิงเข้ามาเรียน และ ทุกคนฟังเพลง Michael Jackson และ เต้น Moonwalk



เรายังใช้ Walkman ไม่ใช่ iPods ถนนหลายๆเส้นยังคงอันตราย และ Time Square ก็ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวเหมือนปัจจุบัน มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตที่ แต่มันมีบางอย่างที่เกี่ยวข้องกันอยู่ ในตอนนั้นเราเรียนจบและต้องออกไปเจอกับสภาพเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว มันเป็นเวลาของการเปลี่ยนแปลง เป็นเวลาของความไม่แน่นอน


ทั้งๆที่พวกคุณเพิ่งจะเริ่มเรียนปีแรก จะมีคนกว่า 5 ล้านคนที่จะตกงาน ตั้งแต่นั้น คุณจะเห็นพ่อแม่ของคุณทำงานอย่างหนัก เพื่อนที่หางานทำไม่ได้ พวกคุณจะจบออกไปเหมือนกันตอนที่ผมเรียนจบ


สำหรับผู้หญิงแล้ว พวกคุณจะต้องเจอกับปัญหาที่วุ่นวายกว่า คุณจะได้เงินเดือนคุ้มค่างานหรือไม่ ?? คุณจะให้เวลากับครอบครัวได้มากแค่ไหน ?? คุณจะดูแลตัวเองได้ดีแค่ไหน ??

ทั้งๆที่ผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้นในปัจจุบัน แต่สภาพเศรษฐกิจในตอนนี้ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม


ไม่แปลกที่ความเชื่อมั่นต่อสถาบันจะลดลง เมื่อข่าวดีไม่ได้รับความสนใจมากเท่าข่าวร้าย ทุกวันคุณได้รับสื่อต่างๆที่บอกว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นไปไม่ได้ สื่อต่างๆที่บอกว่าคุณทำไม่ได้


แต่ผมจะบอกกับพวกคุณว่า ไม่ว่ามันจะยากเพียงใด ผมมั่นใจว่าพวกคุณจะทำได้ ผมได้เห็นความสามารถของพวคุณในด้านต่างๆ และ ผมมั่นใจว่าพวกคุณสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้


และนี่คือสิ่งที่พวกเราต้องการให้พวกคุณเป็น เพื่อนสร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้เกิดขึ้น


ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า สถานการณ์มันจะดีขึ้นไหม ??ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะหาวิธีมาแก้ปัญหาได้หรือไม่ ?? เพราะ เราต่างรู้วิธีอยู่แล้ว

เรารู้ว่า สิ่งต่างๆจะดีขึ้นได้ ถ้าทุกคนได้รับการศึกษาที่เท่าเทียม ถ้าทุกคนได้รับการฝึกฝนให้เหมาะกับงานที่จะได้รับ


เรารู้ว่า สิ่งต่างๆจะดีขึ้น ถ้าเราลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ พลังงานใหม่ๆ เพื่อมาทนแทนการนำเข้าและเพื่อช่วยลดมลพิษที่กำลังทำร้ายโลกของพวกเรา


เรารู้ว่า สิ่งต่างๆจะดีขึ้น ถ้าผู้หญิงถูกปฎิบัติเท่าเทียมกับผู้ชายในทุกๆด้าน


เรารู้เราควรจะทำอะไร คำถามก็คือ พวกเราจะทำได้ไหม ?? พวกเราจะทำสิ่งต่างๆเหล่านั้นได้หรือไม่ ?? และผมเชื่อมั่นว่าพวกคุณทำได้


ทุกวันนี้ ไม่เพียงแค่ ประชากรผู้หญิงเป็นครึ่งหนึ่งของประเทศนี้ แต่เป็นครึ่งหนึ่งของกำลังคนงานของประเทศนี้


ผู้หญิงมีบทบาทมากในสังคมปัจจุบันและจะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นไปอีก


แต่พวกคุณจะไปได้ไกลแค่ไหน จะประสบความสำเร็จมากแค่ไหน มันขึ้นอยู่กับตัวพวกคุณเองว่า พวกคุณต้องการมันมากแค่ไหน คุณจะต้องไคว่คว้ามัน เพราะ มันจะไม่มาหาคุณ


อย่าเพียงแค่เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือ ต่อสู้เพื่อที่นั่งของคุณ แต่ สู้เพื่อจะอยู่เหนือคนเหล่านั้น

มีคนบอกว่าหน้าที่ที่สำคัญที่สุดคือการเป็นประชาชน และ เมื่อ 225 ปีก่อนประชาชนเหล่านี้เองได้ร่างหนังสือขึ้นมา แต่ในหนังสือนั้นไม่มีลายเซ็นของผู้หญิงเลย แต่ผมมั่นใจว่าผู้หญิงเหล่านั้นเองเป็นผู้อยู่เบื่องหลังลายเซ็นของผู้ชายทั้งหลาย

หนังสือเล่มนั้นสร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้เกิดขึ้นกับสังคม สร้างความเปลี่ยนแปลง และ เปิดโอกาสให้กับคนทุกคนและมันยังคงส่งผลมาถึงทุกวันนี้



ประชาชนเหล่านั้นทราบดีว่า พวกราจะไม่หยุดยิ่ง พวกเราจะเดินไปข้างหน้า และ จะไขว่คว้าทุกโอกาสที่เข้ามา


คุณต้องทำ ไม่ใช่เพื่อตัวคุณเอง แต่เพื่อคนรอบค้างของคุณ มีผู้หญิงเพียงแค่ 3% เท่านั้นที่เป็นผู้บริหารในบริษัทใหญ่ๆ และ ผู้หญิงมีส่วนเกี่ยวข้องน้อยมากในสภา

ผมไม่ได้บอกว่าคุณจะประสบณ์ความสำเร็จหากได้เป็นผู้บริหารหรือเข้ามามีบทบาทในสภา แต่ผมมั่นใจว่าผู้หญิงจะทำได้ดีกว่า และ มีบทบาทมากกว่าหากผู้หญิงเป็นส่วนหนึ่งของสภา



ก่อนที่ผู้หญิงอย่าง Barbara Mikulski และ Olympia Snowe และคนอื่นจะเข้ามาอยู่ในสภา เราทำการค้นคว้าเรื่องโรคมากมายที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ชายเท่านั้น จนกระทั่ง Patsy Mink และ Edith Green เข้ามาอยู่ในสภาและสร้างความเปลี่ยนแปลง จนทำให้พวกเรายอมรับและเปลี่ยนแปลงสังคม จนกระทั่ง Lilly Ledbetter กล้าที่จะยืนขึ้นและบอกว่ามันไม่ถูกต้อง และ ผู้หญิงควรจะได้สิทธิเท่าเทียมกับผู้ชาย

ดังนั้นแล้วมันขึ้นอยู่กับพวกคุณ พวกคุณคือตัวกำหนดความเปลี่ยนแปลง อย่าหยุดนิ่ง อะไรจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้น มันอยู่ที่ตัวพวกคุณเอง



อย่ารอให้คนอื่นแสดงออกเพื่อสิ่งที่ถูกต้องหรือควรจะเป็น แต่จงเป็นคนที่แสดงออกเพื่อสิ่งที่คุณเองคิว่าถูกต้อง


จงดูคนรุ่นก่อนเป็นตัวอย่าง ผู้หญิงจบการศึกษามากกว่าผู้ชาย และ มันเกิดขึ้นเพราะผู้หญิงในสมัยก่อนได้สร้างรากฐานเอาไว้



เพื่อนของผมตอนเรียนมัธยม คุณครูบอกกับเธอว่าเธอไม่เหมาะกับการเป็นเจ้านาย แต่เหมาะกับการเป็นเลขามากกว่า เธอไม่ฟังที่ครูบอกและเข้าเรียนมหาลัย เธอประสบความสำเร็จมากมาย เธอได้เข้าไปทำงานในสภาและตอนนี้เธอก็เป็นเลขาอย่างที่ครูเธอบอกจริงๆ เพียงแต่เธอเป็นเลขาของกรมแรงงาน และ เธอชื่อ Hilda Solis


ปริญญาใบนี้ได้เปิดโอกาสให้คุณมองย้อนกลับไป เพื่อช่วยเหลือคนรุ่นหลัง สนับสนุนให้คนเหล่านั้นได้รับการศึกษา ได้รับโอกาส จงเป็นคนชี้แนะ จงเป็นตัวอย่างให้กับคนอื่น



และ จงอย่าลืมว่า บุคคลจะชี้นำและชี้แนะเด็กๆได้ดีที่สุดก็คือพ่อแม่ ดังนั้น จงเชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อมั่นในความสามารถของคุณ และ ใช้มันให้เกิดประโยชน์ที่สุด

และสุดท้ายนี้ และเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด จงมีความพยายาม ไม่มีสิ่งใดได้มาง่ายๆ ไม่มีใครสำเร็จโดยไม่ล้มเหลว จงเรียนรู้จากความผิดพลาด และ อย่ายอมแพ้ เหมือนที่ผมไม่ยอมแพ้



ถึงแม้บางทีผมต้องทำงานที่ผมไม่ชอบ ถึงแม้ผมต้องย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ ผมยังคงพยายาม ผมเขียนจดหมาย ส่งไปตามชุมชนต่างๆ จนวันหนึ่ง ชุมชนเล็กๆใน Chicago เสนองานให้ผม


มันเป็นชุมชนที่เป็นไปด้วยความรุนแรง และ ปัญหาระหว่างอันธพาล เมื่อผมไปถึง สิ่งแรกที่ผมต้องการทำคือจัดประชุม ปรึกษา และ พูดคุย เพื่อหาทางแก้ไขปัญหานั้น แต่ กลับไม่มีใครมาเลย


ผมรู้สึกผิดหวังมาก และ ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ ผมคิดที่จะเลิก ที่จะยอมแพ้ เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมงานของผม แต่ในระหว่างนั้น ผมมองออกไปเห็นกลุ่มเด็กขว้างปาก้นหินใส่กำแพงตึก เด็กเหล่านั้นไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้ให้ทำ ผมหันไปถามเพื่อนร่วมงานคนนั้นว่า ถ้าคุณเลิก ถ้าคุณยอมแพ้ แล้วใครล่ะ จะช่วยเหลือเด็กเหล่านั้น

ผมและคนอื่นๆตัดสินใจที่จะสู้ต่อ ที่จะลองอีกครั้ง พวกเราให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆแก่ชุมชนนั้น ถึงแม้มันจะไม่มาก แต่ ทีละน้อยเราค่อยๆเปลี่ยนแปลงชุมชนนั้นให้ดีขึ้น ชุมชนนั้นยังคงเต็มไปด้วยกลุ่มอันธพาล แต่ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆเหล่านั้น เป็นสิ่งที่นำไปสู่ชัยชนะที่ใหญ่ขึ้นในปัจจุบัน


ความอดทนและพยายามในตอนนั้น ผมต้องยอมรับว่าผมได้มันมาจากคนที่เลี้ยงดูผมมา จากผู้หญิงที่สร้างให้ผมเป็นผมในวันนี้


ผมโตขึ้นมากับคุณแม่ที่ส่งตัวเองเรียนหนังสือจนจบและทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว และผลักดันให้ผมเรียนจนจบเหมือนกัน เมื่อแม่ผมเสียชีวิต ยายของผมก็เข้ามาดูแลผมกับน้องสาวแทน

คุณยายเรียนจบเพียงมัธยม เธอเป็นพนักงานธนาคาร เธอทำงานอย่างยากลำบากจนได้เป็นรองประธานของธนาคารนั้น เพราะ เธอพยายามและไม่ยอมแพ้


จากนั้นผมได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มาช่วยเหลือผมตอนที่ผมไปทำงานที่บริษัททนายแห่งหนึ่ง เธอช่วยเหลือผมมากมายจนสุดท้ายเราก็มีครอบครัวด้วยกัน เราผ่านอะไรมามากมาย เราต่างมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน และ มีหน้าที่รับผิดชอบต่อครอบครัวของเรา

สิ่งที่ทำให้เธอสู้มากับผมได้ถึงวันนี้ก็เพราะ เธอเองก็มาจากครอบครัวที่ไม่ยอมแพ้ จากครอบครัวที่ต่อสู้ด้วยความพยายาม



ดังนั้นจงจำไว้ว่า ไม่ว่าคุณจะเริ่มทำธุรกิจหรือ อะไรก็ตาม จงจำไว้ว่ามันจะเต็มไปด้วยความสำเร็จและความล้มเหลว

ท้ายนี้ขอแสดงความยินดีกับพวกคุณทุกคน

ขอบคุณมากครับ
              ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=31772

วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

คุณลุงคนนี้ ญาติใครครับ แหะๆ

1. รู้มั้ยว่าทำไม คุณลุง ถึงพาเพื่อนแห่กันไปดูหนังทีละ 18 คน...

ก็เพราะโรงเขาประกาศไว้ว่า ต่ำกว่า 18 ห้ามเข้า น่ะสิ(!!)


2. คุณลุงไปร้านขายทีวี ถามคนขายว่า "ไม่ทราบว่าที่นี่มีทีวีสีขายรึเปล่า"

คนขายตอบว่า "มี" คุณลุงเลยบอกว่า "งั้นเอาสีเขียวมาเครื่องนึง" (!!)


3. คุณลุงเข้าไปเดินดูของในร้านจีฉ่อย เห็นกระติกน้ำทำจากโลหะอันหนึ่งวางอยู

่แล้วถามอาอึ้มว่า "อึ้ม ไอ้ที่วอบแวบสีเงินๆ นั่นอะไร"

อึ้มตอบว่า "กระติกน้ำไง" "แล้วมันทำอะไรได้มั่ง"

"ก็ใส่ของร้อนก็ร้อนนาน ใส่ของเย็นก็เย็นนาน"

คุณลุงเห็นว่าน่าสนใจ เลยตกลงซื้อมาอันนึง

วันรุ่งขึ้น คุณลุงก็เอากระติกน้ำที่พิ่งซื้อมาไปที่ทำงาน

ตั้งอวดบนโต๊ะอย่างภาคภูมิ

หัวหน้าคุณลุงเห็นเข้าเลยถามขึ้น "อะไรนั่นน่ะ"

"กระติกน้ำครับ" "แล้วมันมีอะไรพิเศษรึ"

"ก็ใส่ของร้อน ก็เก็บความร้อนได้ หรือใส่ของเย็น ก็เก็บความเย็นได้"

หัวหน้าเลยถามว่า "แล้วใส่อะไรมาล่ะ" คุณลุงยืดก่อนจะตอบว่า

"กาแฟร้อน 2 แก้ว กับไอติม 1 ถ้วยครับ" (!!)


4. ทุกครั้งหลังถ่ายเอกสารเสร็จ คุณลุงจะเอาฉบับก๊อปปี้มาตรวจทานเทียบกับต้นฉบับ

เพื่อเช็คดูว่ามีคำไหนสะกดผิดรึเปล่า (!!)


5. คุณลุงจะยิ้มทุกครั้งที่ฟ้าผ่า เพราะนึกว่ามีคนกำลังถ่ายรูปเขาอยู่ (!!)


6. รู้ป่าวว่า ทำไมคุณลุงถึง กดโทรศัพท์เบอร์ฉุกเฉิน(911)ไม่ได้

ก็เพราะเขาหาเบอร์ 11 (สิบเอ็ด) บนแป้นไม่เจอน่ะสิ (!!)


7.คุณลุงเพิ่งซื้อคอมพิวเตอร์มาใหม่เครื่องหนึ่ง เล่นไปซักพักก็เจอปัญหา

คุณลุงเลยลองกดที่ HELP บนแป้น F1 ผ่านไปพักใหญ่ คุณลุงหงุดหงิดมาก

เลยโทรไปต่อว่าร้านที่เขาซื้อคอมมา "ผมกด F1 ตามที่เครื่องบอก

เวลาที่มีปัญหา แล้วก็รออยู่เป็นชั่วโมง ยังไม่เห็นมีใครมาช่วยเลย"


8. คุณลุงไปหาหมอในสภาพหูบวมแดงน่ากลัว หมอถามว่าไปโดนอะไรมา

คุณลุงตอบว่า "ผมกำลังรีดผ้าอยู่ แล้วโทรศัพท์ก็ดังขึ้น แต่แทนที่จะหยิบโทรศัพท์มาพูด

ผมดันเผลอ เอาเตารีดขึ้นมาแนบหูน่ะสิ"

"โอ้ว เดียร์" หมออุทานเป็นภาษาฝรั่งด้วยความเวทนา

"แล้วหูอีกข้างทำไมถึงแดงเหมือนกันล่ะ" หมอถามต่อ

"ก็ไอ้บ้านั่นเสือ_ โทรกลับมาอีกรอบอ่ะดิหมอ" (!!)


9. หลังจากใช้ความพยายาม ต่อจิ๊กซอว์อยู่นานในที่สุดคุณลุงก็ต่อเสร็จ

เขาเอาไปอวดเพื่อนด้วยความภูมิใจ "เป็นไง เนี่ยฉันใช้เวลาต่อแค่ 5 เดือนเองนะโว้ย"

เพื่อนคุณลุงงงที่เขากล้าอวด " 5 เดือนเหรอ ! แถวบ้านฉันเรียกว่าโคตรนานเลยนะนั่น"

"แกนี่ไม่รู้อะไร" คุณลุงไม่ยอมลดละ "ดูที่กล่องนี่ เห็นมั้ย มันบอกว่า

’สำหรับ 4 - 7 ปี ’แต่ฉันใช้เวลาแค่ 5 เดือนเอง"


 
         ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=31746

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555




มีคนถามองค์ทะไลลามะ ว่า
"แปลกใจอะไรในชีวิตที่สุด ? "
ท่านตอบว่า : “ มนุษย์.....เพราะ

เขาสละสุขภาพเพื่อหาเงิน
แล้วก็สละเงิน เพื่อให้สุขภาพฟื้นกลับมา

เขาห่วงอนาคตมากจนไม่มีความสุขกับปัจจุบัน ผลก็คือ
เขาไม่อยู่ทั้งปัจจุบันและอนาคต

เขาอยู่เหมือนจะไม่มีวันตาย
และท้ายสุด เขาก็ตายไปโดยไม่ได้มีชีวิตอยู่จริง ๆ...”
        ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=31627 

แค่หกส่วนก็พอ

ที่กรุงไทเปมีผู้รับเหมาก่อสร้างคนหนึ่ง  เป็นคนหนุ่มที่ชาญฉลาดที่รู้กันทั้งวงการ  มีหัวการค้าเป็นเลิศ  ทำงานคล่องแคล่วว่องไว  พร้อมลุยงานหนัก...