วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กราฟแท่งราคาอ้วนผอมตามปริมาณซื้อขาย - EquiVolume Chart

       เคยเขียน เรื่อง Volume  ก่อนหน้านี้ นานแล้ว แล้วก็ไม่ได้มี บทความเกี่ยวกับ Volume ออกมาอีกเลย   (แค่ดู Volume ได้ก็มันส์แล้ว  http://waveridersclub.blogspot.com/2011/05/volume.html )

       ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามี นักลงทุนให้ความสนใจ เรื่อง Volume กันมากขึ้น และมีหลักสูตร สอนเกี่ยวกับ Volume ให้เลือกเรียนกัน เยอะเลย ...​ดีครับ ... จะได้มีความรู้กันมากขึ้น  แต่การดู Volume เทียบกับ ราคา ก็ไม่ง่าย เพราะไม่มี Pattern ของ Volume ที่ชัดเจน แบบ Price Pattern
       การดู Volume จึงต้องดูประกอบกับ Price Chart คือ ต้องดูว่า แท่งราคา มี Spread (ความสูงของแท่งราคา) มากหรือน้อย และ ดูว่า Volume ของแท่งนั้น มาก หรือน้อย ซึ่งก็จะทำให้เกิด Combination ของแท่งราคาพร้อม Volume ออกมาเป็นแบบหลักๆ 4 แบบ คือ
        1. Price Spread  กว้าง  -  Volume มาก
        2. Price Spread  กว้าง  -  Volume น้อย
        3. Price Spread  แคบ -  Volume มาก
        4. Price Spread  แคบ  -  Volume น้อย

       แต่ใน ทฤษฎีเกี่ยวกับ Volume ไม่ว่าจะเป็นของโบราณ Wyckoff Method ของ Richard Wyckoff หรือ ระบบยุคใหม่ VSA - Volume Spread Analysis ของ Tom Williams หรือเทรดเดอร์ ที่มีชื่อเสียงด้ายการอ่าน Volume ในอดีตที่ผ่านมาอีกมากมาย ก็มักจะ แยก พฤติกรรมของ Price และ Volume ออกมาต่างหาก อีก 2 แบบ คือ   Buying Climax และ Selling Climax ที่จะเป็นแท่งราคาที่มี Volume มากมายผิดปกติแตกต่างจาก แท่งราคาอื่นๆ รอบข้าง อย่างเป็นได้ชัด ...
      และ แท่งราคา  Buying Climax และ Selling Climax นี้ล่ะ ที่จะเป็นแท่งราคาที่จะแสดงให้เราเห็นว่า แรงซื้อ และแรงขาย ของตลาดกำลังจะกลับทิศทางแล้ว
       Buying Climax  เป็นสภาวะราคาที่ มีการเขาไปไล่ซื้อหุ้นจำนวนมากๆ ของมวลชนในระยะเวลาอันรวดเร็ว และเป็นจุดที่รายใหญ่ จะขายของออกมาให้
       Selling Climax จะเจอในบริเวณใกล้จุดต่ำ ที่ราคาใกล้จะกลับตัวเป็นขาขึ้น แรงขายออกจนราคาลงมาลึก เมื่อเกิด Climax จะเป็นแนวราคาที่ รายใหญ่ รับซื้อไม่อั้น สิ่งที่เกิดตามมา คือ หลังจากเกิด Selling Climax ราคาแทบจะหยุดการลงทันที



       แต่การดู Volume กับ Price เทียบกันก็เป็นเรื่องไม่ง่าย ต้องใช้การสังเกตุ และการตีความ ด้วยประสบการณ์ ในการเทรดจริง อีก พอสมควร ... ไม่ขอ อธิบาย ตรงนี้เยอะ เดี๋ยวจะผิดประเด็น ของบทความนี้ ...​ เอาเป็นว่า ...​ จะดีไหม ถ้าแท่งราคา มันอ้วนได้ ผอมได้ ตาม Volume ที่เกิดขึ้น ของแท่งราคา นั้นๆ  ...​ แท่งนี้ กิน Bid-Offerr เข้าไปเยอะ พุงกาง อ้วนเป็นตุ่ม เลย กับอีกแท่งนึง กิน Bid-Offer เข้าไปน้อยเหลือเกิน ก็จะผอมๆ  ...

     ด้วยแนวความคิดนี้  Richard W. Arms. Jr. ได้พัฒนา กราฟ EquiVolume ขึ้นมา ซึ่งจะเป็นกราฟราคาที่สามารถแสดง ข้อมูล  2 มิติ ไว้ในแท่งเดียวกัน คือ บอกทั้ง ราคา และ Volume
     EquiVolume จะเป็นแท่งราคา สี่เหลี่ยมตันๆ ไม่มีหาง  ขอบบนของแท่ง คือ High Price  ขอบล่างของแท่ง คือ Low Price  ส่วนความกว้างของแท่งราคา บอก Volume  แต่จะไม่ได้บอก Volume เป็นตัวเลข แต่จะเป็นการสร้างกราฟ ให้เกิดการเปรียบเทียบขนาด ของ Volume แท่งล่าสุด กับ Volume ที่ผ่านทั้งหมดในอดีตย้อนหลังไป 4 เดือน ในการฟรายวัน Day Chart ก็ประมาณคร่าวๆ ย้อนหลังไป 100 แท่ง แล้วคำนวณ ออกมาเป็น สัดส่วน Volume ของแต่ละแท่ง เทียบกับ Volume ย้อนหลังทั้งหมด แล้ววาดออกมาเป็น แท่งราคาต่างๆ ที่มี ความอ้วนผอมแตกต่างกัน ไป

         สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ จะสามารถเห็นกราฟ แล้วเข้าใจได้ ทันทีเลยว่า แท่งราคาไหน มี Volume มาก แท่งไหน Volume น้อย ... (ตามภาพกราฟ ตัวอย่างด้านล่าง)
.
ขอบคุณภาพประกอบสวยๆ จาก StockCharts.com
(http://stockcharts.com/school/doku.php?id=chart_school:chart_analysis:equivolume)




   

         ข้อดี เราเห็นกันไปแล้ว ดังนั้นแท่งราคาไหน ที่มี Volume มากๆ ก็จะมองว่าเป็นแนวรับแนวต้าน สำคัญได้  หรือ เวลาที่ราคา Break Out แล้วแท่งราคาที่ Break อ้วนกว่า ก็แสดงว่า ราคามีพลังมากพอที่จะ Break ทะลุไปได้ หรือ เวลาที่ ราคาวิ่งขึ้น แล้ว พักตัวลงมา ถ้าราคา วิ่งขึ้น อ้วน แต่ตอนพักตัวเล็กผอมๆ ก็อาจจะแค่ พักตัวเพื่อไปต่อ .. แต่ถ้าวิ่งขึ้น อ้วนๆ ถอยก็อ้วนๆ ...​ฮึๆ ลงจริง
.
        แต่มันก็มีข้อเสีย ก็คือ ...​แกน X ของกราฟ ซึ่งเป็นแกนเวลา ก็จะมีความกว้างไม่เท่ากัน เพราะ ขนาดของแท่งราคา ที่อ้วนผอมไม่เท่ากัน  ...​ดังนั้น ช่วงเวลาที่ หุ้น ไม่มีการซื้อขายกัน แกน X ก็จะแคบ ไปเลย ...  และปัญหาที่ตามมาอีกอย่างก็คือ เวลาที่ หุ้นมีการ แตกพาร์  ทำให้จำนวนหุ้นในตลาดมีมากขึ้น Volume ก่อนแตกพาร์ และหลังแตกพาร์ ก็อาจจะใช้เปรียบเทียบกันไม่ได้ ...

        EquiVolume Bar มี สองสี  คือ เขียว-แดง หรือบางกราฟ อาจจะเป็นสีดำ-แดง  เงื่อนไขของสีของแท่งราคา คือ Close Price
       Green สีเขียว =  Close Price สูงกว่า Close Price ของแท่งก่อนหน้า
       Red  สีแดง = Close Price ต่ำกว่า Close Price ของแท่งก่อนหน้า

       * Close price เท่ากัน บางกราฟ ก็ใช้สีเดียวกับกับ แท่งก่อนหน้า หรือ บางกราฟ ก็ใช้อีกสีเป็นสีที่สาม เช่น สีน้ำเงิน เป็นต้น

      แต่จะเห็นว่าใน EquiVolume กราฟ ปกติ ไม่มี Close Price เพราะว่าเป็นแท่งตันๆ บอกแต่ High Price  กับ Low Price  ดังนั้นจึงมีการพัฒนา รูปแบบการแสดงผล ใส่ Close Price เพิ่มเข้าไป กลายเป็น

 EquiVolume Shadow Chart 

        Close Price จะแสดงผล ออกมาเป็น ช่องสีขาว  เปรียบเสมือนหางของ Candlestick
        ถ้าแท่งราคาเป็น สีเขียว  ช่องสีขาวจะอยู่  ด้านบน  แสดงระยะระหว่าง Close Price กับ High Price  .... ถ้า ช่องสีขาว กว้าง แสดงว่า ราคาปิด Close Price ถอยลงมาลึก อาการเหมือนหางด้านบนของ Candlestick ยาว
       ถ้าแท่งราคา เป็น สีแดง ช่องสีขาวจะอยู่ ด้านล่าง แสดงระยะระหว่าง Close Price กับ Low  Price  .... ถ้า ช่องสีขาว กว้าง แสดงว่า ราคาปิด Close Price เด้งขึ้นมาสูง อาการเหมือนหางด้านล่างของ Candlestick ยาว
       ในกราฟ บางโปรแกรม ถ้าราคา Close Price เท่ากับ Close Price ของแท่งก่อนหน้า แท่งราคาก็อาจจะเป็น สีน้ำเงิน หรือสีอื่น ส่วน Showdow ช่องสีขาว ก็จะเป็นไปตามแท่งก่อนหน้า ว่าอยู่ด้านล่างหรืออยู่ด้านบน



   


      เแต่เนื่องจาก EquiVolume Shadow เป็นเรื่องใหม่ ยังไม่เป็นที่นิยม และไม่ได้มีมาตรฐาน ในการกำหนดเงื่อนไขไว้ชัดเจน ทำให้ในโปรแกรมกราฟ ต่างๆ อาจจะมีการแสดงผลแตกต่างกันไป .... หรือบางโปรแกรม ก็ไม่มีให้ ใช้
       สำหรับ การดูราคาหุ้นในประเทศไทย มีเพียงกราฟของ eFinanceThai ที่สามารถแสดงผลได้ แต่ก็ยังกำหนดค่าแสดงผลของสีแท่งราคา ต่างออกไปจาก ตันฉบับของ Richard Arms อยู่เล็กน้อย
สามารถ ตั้งกราฟ ได้ โดย เข้าไป ที่ Chart Setting แล้วเปลี่ยน Price Style จาก Candlestick ให้เป็น EquiVolumeShadow ... ซึ่งใน Style ยังสามารถเลือก EquiVolume แบบปกติ ที่ไม่มี Close Price ก็ได้ หรือ จะใช้ CandleVolume ที่เป็น แท่ง CandleStick แล้วอ้วนผอม ตามขนาดของ Volume เหมือนเงื่อนไขของ EquiVolume แต่ยังใช้แท่งราคาเป็นแท่ง CandleStick ก็มีให้เลือก ....​โปรแกรมฟรี ... มีของเล่นเยอะดีจัง ....





         แต่อย่างที่บอกไว้ เงื่อนไข สีของ EquiVolume Shadow ใน eFin ไม่เหมือนต้นฉบับ จากในภาพจะเห็นว่า มี 3 สี คือ Up เขียว ,  Down แดง และ NoChg น้ำเงิน .....  เงื่อนไขของสีตรงนี้ ยังเป็นการเทียบ Open Price กับ Close Price แบบ แท่ง Candlestick ปกติ   คือ
         Up = Close price สูงมากกว่า Open Price
        Down  = Close price ต่ำกว่า Open Price
        NoChg  = Close กับ Open เท่ากัน

        ไม่ได้ เปลี่ยนสี เมื่อเทียบกับ Close price ของแท่งก่อนหน้า อย่างที่ Richard Arms กำหนดไว้

        คราวนี้ มาดู ความหมายกันดีกว่า ว่า EquiVolume Shadow อธิบาย อะไร ให้เราเข้าใจ พฤติกรรมของราคากันได้บ้าง



          ความสูง ของแท่งราคา (Range) คือ ระยะห่างของ High price กับ Low price บ่งบอกความเร็ว และความผันผวน ของการเคลื่อนที่ของราคา ใน แท่งราคานั้นๆ

          ความกว้าง (Wide) คือ สัดส่วนของ Volume บอกปริมาณการซื้อขาย ที่เกิดขึ้นในแท่งราคานั้น เทียบกับ 100 แท่งที่ผ่านมา โดยประมาณ

         ดังนั้น จะเกิด รูปทรงของแท่งราคา 4 กลุ่ม ที่จะแสดงพฤติกรรมของ Demand Supply หรือ แรงซื้อ แรงขาย ที่เกิดขึ้นในแท่งราคานั้น

        แบบแรก Narrow - Easy Movement
             จุดเด่น  คือ แท่งราคาจะผอม ส่วนความสูง มาก
             แสดงผล ว่า ในแต่ละระดับราคาในแท่งนี้ เกิด Transaction ในการซื้อขาย น้อย มี Volume น้อย แต่ความสูงมาก ราคามีการเคลื่อนที่ได้หลายช่อง
             แปลความ คือ เป็นแท่งราคาที่ มีคามผันผวนสูง เปลี่ยนแปลงง่าย ทิศทางไม่ชัดเจน ดังนั้นในแท่งราคาถัดไป ราคาจะขึ้นหรือลงก็ได้
              Easy Movement ก็คือ ราคาวิ่งผ่านแท่งราคานี้ได้ง่าย ...  บริเวณระดับราคาที่มีแต่แท่งราคาแบบนี้ มากๆ  จึงไม่ใช่แนวรับ แนวต้าน

         แบบสอง Square  - Difficult Movement
             จุดเด่น  คือ แท่งราคาจะเล็กสั้น ความกว้างน้อยจนถึงปานกลาง ทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส
             แสดงผล ว่า เกิด Transaction ในการซื้อขาย น้อย มี Volume น้อย และราคาก็เคลื่อนที่แคบๆ
             แปลความ คือ เป็นแท่งราคาที่ไม่ค่อยขยับ จะเกิดในช่วงที่มีการพักตัว หรือ ยังไม่มีทิศทางชัดเจนว่าราคาจะไปทางไหน ... ไม่เกิดการซื้อขาย ราคาจะนิ่งๆ ไม่ผันผวน
            ถ้าเกิดต่อจากแท่งราคาที่วิ่งแรง  Square Bar ที่เกิดขึ้นจะเป็นสัญญาณของการชะลอตัว
         
         แบบสาม OverSquare 
             จุดเด่น  คือ แท่งราคาจะอ้วนมาก แต่ Range สั้น
             แสดงผล ว่า เกิด Transaction ในการซื้อขายมากมาย และราคาเคลื่อนที่แคบๆ
             เป็นอาการของ Climax Bar  จะพบในการกลับตัวของทิศทางของราคา
             OverSquare Bar หลังจากราคาวิ่งขึ้น จะดูดรับแรงซื้อ จนราคาหยุดวิ่งขึ้น
             OverSquare Bar หลังจากราคาวิ่งลง  จะดูดรับแรงขายหมด จนราคาหยุดลง


          แบบสี่ Power  
             จุดเด่น  คือ แท่งราคาจะอ้วนมาก และ Range ยาว
             แสดงผล ว่า เกิด Transaction ในการซื้อขายมากมาย และราคาเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว
             Power Green Bar ราคาวิ่งขึ้นอย่างรุนแรง ไล่ราคาขึ้น
             Power Red Bar ราคาวิ่งลง อย่างแรง ขายทิ้งลงมา


      White Shadow ที่เกิดขึ้น จาก Close Price ที่ห่างจาก High price ในแท่งเขียว และ ห่างจาก Low price ในแท่งแดง จะแสดงแรงซื้อขายที่เกิดขึ้นใน แท่งราคานั้น
      ถ้า Shadow แคบ หรือ ไม่มีเลย แสดงว่า ราคามี Trend ชัดเจน
      ถ้า Shadow กว้าง แสดงว่า ราคา มีอาการ เหวี่ยงตัว  Trend อ่อนแรง




       
    ตัวอย่าง ของ EquiVolume Shadow ที่แสดงพฤติกรรมราคาออกมาให้เห็น
     KTC 60 min  จะเห็นได้ชัดเจน ของพฤติกรรมราคาในแต่ละช่วงที่เกิดขึ้น ... โดยเฉพาะ แท่ง OverSquare สีเขียวที่รับแรงขาย จนราคาหยุดลง และ ค่อยๆ ยกตัวกลับขึ้นมา



    อีกสักตัวอย่าง ใน Time Frame เล็กๆ  
    S50M15 , 30 min   แท่งราคาที่ Break Down ลงมา มี ขนาดใหญ่กว่า แท่งราคาที่เป็น แนวรับ
    แสดง ชัดเจนว่า แรงขาย มี เยอะมาก  


     EquiVolume Shadow Chart เป็น เครื่องมือ อีก หนึ่งอย่างที่ใช้ในการสะท้อนพฤติกรรมของมวลชนที่ทำการซื้อขาย ออกมาได้อย่าง ตรงไป ตรงมา
    เรื่อง ของ Volume ยังมี อะไร ที่น่าสนใจอีกมาก  หาก เราสามารถ เข้าใจปริมาณซื้อขาย ได้ โดยตรง ที่จะสามารถ เข้าใจ พฤติกรรม ของ  Buyer และ Seller ได้ เป็นอย่างดี

   .... ขอให้ ทุกท่าน พบหนทางในการลงทุนของตนเอง

ที่มา http://waveridersclub.blogspot.com/2015/05/equivolume-chart.html?utm_source=feedburner&utm_medium=feed&utm_campaign=Feed%3A+blogspot%2FtElGt+%28Wave+Riders+Blogs%29

เลือกหุ้น หุ่นดี ด้วย CANSLIM

เทคนิค CANSLIM คืออะไร?? คำถาม ลอยมาหา หลังจากมีหนังสือแปล เรื่องนี้ออกมา และมีหลายๆ คนพูดถึง ... ก็ขอตอบ อธิบายให้เข้าใจกัน

CANSLIM เป็นระบบวิธีการเลือกบริษัทในการซื้อหุ้นลงทุน คิดโดย William J. O'Neil เป็นผู้ก่อตั้ง และเป็นประธานของหนังสือพิมพ์ธุรกิจชื่อ Investor’s Business Daily ด้วยวิธีของเขา ทำให้เขาสามารถทำเงินจากตลาดในช่วงปี 1953 ถึง 1990 ได้อย่างมหาศาล โดยมีการแบ่งเป็นประเด็นในการพิจารณาตามตัวอักษร มีทั้งหมด 7 ด้าน ได้แก่

C - Current quarterly earnings per share

เป็นการเปรียบเทียบกำไรต่อหุ้น (EPS) ของ Quarter ปัจจุบันกับ Quarter เดียวกันของปีที่แล้ว เช่น ปัจจุบันเป็น Q1/2015 ก็เทียบกับ Q1/2014


A – Annual Earnings Growth

ดูการเติบโตของผลกำไรต่อเนื่องตลอด 5 ปีสุดท้าย ควรมีการสะสมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 5 ปีสุดท้าย


N – New Product, New Management or New High

หมายถึง การมีสินค้าใหม่ บริการใหม่ หรือเทคโนโลยีใหม่ มานำเสนอให้กับลูกค้า หรือผู้บริหารใหม่ ทีมบริหารใหม่ ผู้ร่วมทุนรายใหม่ นโยบายการบริหารใหม่ หรือราคาทำ New High


S – Small Supply Large Demand Shares Outstanding

หมายถึง ปริมาณหุ้นที่มีให้ซื้อขายได้ในตลาด การที่มีหุ้นซื้อขายในตลาดน้อย (Low Supply) เมื่อหุ้นมีความต้องการจากนักลงทุนมากขึ้น (High Demand) ราคาจะขยับเพิ่มขึ้นได้รวดเร็ว ดังนั้นหากเทียบหุ้น 2 บริษัท ที่มีสภาวะอื่นเหมือนกันทุกอย่าง ปริมาณหุ้นของกิจการที่มีน้อยกว่า จะมีโอกาสวิ่งเพิ่มขึ้นได้รวดเร็วกว่า

L – Leader

เลือกหุ้นที่เป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรม หรือมีสภาพแข็งแกร่งกว่าตลาด หรือหุ้นตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน

I – Institutional Sponsorship

เลือกหุ้นที่มีกลุ่มสถาบันการเงิน ธนาคาร กองทุนต่างชาติ หรือ Thai NVDR เหล่านี้ เข้ามาซื้อถือลงทุน

M – Market Decision

ทิศทางของตลาด เป็นสิ่งสำคัญอีกองค์ประกอบ ต่อให้ทุกอย่างดีหมด แต่ถ้าสภาพตลาดเริ่มเป็นขาลง หรือซึมเซาออกข้าง หรือขึ้นมาสูงมากจนไปต่อยากแล้ว นักลงทุนมีความกลัวกังวลในการเข้าซื้อหุ้น ก็อาจจะไม่ใช่จังหวะที่ดีในการเข้าซื้อหุ้นก็ได้




ถ้าจะนำเทคนิค CANSLIM ไปใช้ มีข้อแนะนำอย่างนี้

การใช้ CANSLIM เลือกหุ้นจะเหมาะสำหรับการซื้อหุ้น เพื่อถือลงทุนระยะกลาง ถึงระยะยาว ไม่เหมาะกับการซื้อขายหุ้นทำกำไรเป็นรอบ แบบ Swing Trade หรือเล่นเก็งกำไรระยะสั้น เพราะมีองค์ประกอบในการเลือกหุ้นที่ค่อนข้างผสมผสานทั้งปัจจัยพื้นฐาน และการวิเคราะห์ทางเทคนิค จะสามารถเลือกหุ้นที่ราคาสามารถขยับเพิ่มขึ้นได้ดีไปพร้อมกับการเติบโตของกิจการที่มั่นคงจริงๆ

จากประสบการณ์การนำมาใช้ในการเลือกหุ้นจริงๆ ที่ผ่าน ค่อนข้างได้ประโยชน์มาก เพราะจะสามารถได้หุ้นที่สามารถถือลงทุนในระยะ 6 เดือน ถึง 18 เดือน และให้ผลตอบแทนออกมาได้ดี อธิบายรายละเอียดแต่ละข้ออย่างนี้


C - Current quarterly earnings per share

กิจการที่น่าสนใจ O'Neil แนะนำว่า การเปรียบเทียบกำไรต่อหุ้น (EPS) ของ Quarter ปัจจุบันกับ Quarter เดียวกันของปีที่แล้ว ให้ดูว่า ควรจะมี Quarter EPS โตขึ้น อย่างน้อย 20% เมื่อเทียบกับ EPS ใน Quarter เดียวกันของปีที่แล้ว แสดงให้เห็นการเติบโตของกิจการเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ เช่น Q1/2014 เทียบกับ Q1/2015 วิธีนี้เป็นการสะท้อนผลดำเนินการของกิจการในแต่ละช่วงของปี เพราะแต่ละกิจการจะมีช่วงขายดี และขายไม่ดี ในแต่ละฤดูกาล







A – Annual Earnings Growth

เป็นดูการเติบโตของผลกำไรต่อเนื่องตลอด 5 ปีสุดท้าย ควรมีการสะสมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 5 ปีสุดท้าย เติบโตสะสม 25%-50% ภายใน 5 ปี อาจมีสัก 1 ปี ที่มีการชะลอการเติบโต แต่ต้องไม่ใช่ปีล่าสุด หรืออาจมีอัตราการเติบโตของผลกำไรต่อปี เฉลี่ยเติบโต 10%-15% ต่อปี ถ้าจะให้ดี 5 ปีที่แล้ว ผลประกอบการอาจจะติดลบขาดทุนก็ได้ แล้วพลิกกลับมามีกำไรนิดหน่อย หรือติดลบนิดหน่อยในปีถัดมา แล้วเติบโตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ก็จะกลายเป็น Turn Around Stock ที่น่าสนใจทีเดียว


 อาจใช้วิธีการในบทความนี้ 
เล่นหุ้นด้วย Technical ดู P/E Ratio ไหม

 มาช่วยในการหาตัวอักษร C และ A ได้


  จะเห็นว่า จากกราฟ ในกรอบสีแดง ราคาวิ่งขึ้นต่อเนื่อง แต่ P/E ลดฮวบ จาก 22 กว่าเหลือ 12 กว่า จากการประกาศผลประกอบการ แล้ว EPS เพิ่มมากขึ้น อย่างมาก ทำให้ P/E ลดลงอย่างรวดเร็ว 




N – New Product, New Management or New High

คำว่า ‘New’ หรือ “ใหม่” จากการมีสินค้าใหม่ บริการใหม่ หรือเทคโนโลยีใหม่ มานำเสนอให้กับลูกค้า หรือมี ผู้บริหารใหม่ ทีมบริหารใหม่ หรือผู้ร่วมทุนรายใหม่ ผู้ร่วมธุรกิจรายใหม่ รวมถึงนโยบายการบริหารใหม่

สิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ มักจะมีผลกระทบ กับผลประกอบการของกิจการในแง่บวก ทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต ซึ่งก็จะกระทบถึงความคาดหวังของนักลงทุนในตลาดด้วย จะได้เห็นราคาหุ้นมีการทำ New High ราคาวิ่งข้ามยอดสูงในอดีต หรืออาจจะเป็น All Time High ไปเลยก็ได้



ในรายงานประกอบงบ 56-1 ของปี 2557 แสดงให้เห็นว่า มี NEW PRODUCT ซึ่งมีความสำคัญต่อผลการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะว่า เป็นสินค้าที่ กรมทางหลวงได้กำหนด เป็นมาตราฐานผลิตภัณฑ์ ซึ่งทาง TASCO เป็นผู้ผลิตรายแรกในประเทศไทย ที่กรมทางหลวงให้การรับรอง ในขณะนั้น

และยังมีข่าวโครงการ ในการพัฒนาปรับปรุง ถนน อีกมากมายหลายโครงการตามออกมา
ก็แปลว่า ใครได้งานโครงการมา ก็ต้องมาซื้อผลิตภัณฑ์ตัวนี้


S – Small Supply Large Demand Shares Outstanding

การที่มีหุ้นซื้อขายในตลาดน้อยลง (Low Supply) เมื่อหุ้นมีความต้องการจากนักลงทุนมากขึ้น (High Demand) ราคาจะขยับเพิ่มขึ้นได้รวดเร็วเป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนจะต้องเข้าใจอยู่แล้ว ดังนั้นหากเทียบหุ้น 2 บริษัท ที่มีสภาวะอื่นเหมือนกันทุกอย่าง ปริมาณหุ้นของกิจการที่มีน้อยกว่า จะมีโอกาสวิ่งเพิ่มขึ้นได้รวดเร็วกว่า

จากประสบการณ์ส่วนตัวในการใช้งานในหลายปีที่ผ่านมา องค์ประกอบในการพิจารณาอาจจะมีหลายอย่าง เช่น จำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท, สัดส่วนของผู้ถือหุ้นรายใหญ่, สัดส่วนของผู้ถือหุ้นรายย่อย (%Free Float) ข่าวการซื้อหุ้นคืนของกิจการ หรือการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือดูจาก Debt per Equity Ratio (D/E ratio) ที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น/ลดลงในแต่ละไตรมาส ข้อมูลพวกนี้จะแสดงโอกาสที่หุ้นจะมีสภาพ “เบา” ได้

ดังนั้น การแต่พาร์ หรือการเพิ่มทุน แจก Warrants การทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น ก็อาจจะไม่เป็นผลดีในระยะยาวก็ได้ เพราะถ้าจำนวนหุ้นเพิ่มมากเกินกว่าที่ตลาดต้องการจนกลายเป็น High Supply แล้ว โอกาสที่ราคาหุ้นจะวิ่งเพิ่มขึ้นได้ดีก็อาจจะลดลง จะกลายเป็นหุ้นที่มีสภาพ “หนัก” จะข้าม Bid-Offer แต่ละช่องยากเย็นแสนเข็ญ จะลาก จะยก ก็ลำบาก (เอ๊ะ... ยังไง)

ก่อนหน้าที่จะแตกพาร์ %Free Float ของ TASCO มีเพียง 20% กว่า เท่านั้น ถือว่ามีสภาพหุ้นค่อนข้างเบา จึงมีโอกาสทะยานขึ้นได้เร็วมาก แต่ล่าสุดหลังจากแตกพาร์ แล้ว %Free Float อยู่ราว 30% กว่า เริ่มมีนำ้หนักมากขึ้น จำนวนหุ้นมีมากขึ้น 10 เท่า ราคาก็จะไปได้ช้าลง

แต่ EPS โดขึ้นมากมาย สังเกตุจาก กำไรสุทธิ ในไตรมาส 01/58 เพียงไตรมาสเดียว ก็เกือบเท่า กำไรสุทธิของ ปี 2557 ทั้งปีแล้ว เพียงแต่ จำนวนหุ้นมาขึ้นจากการแตกพาร์ จึงมี EPS ที่ลดลง

และทำให้ D/E ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ปี 2557 D/E = 1.51   แต่เฉพาะ Q1/2558 D/E = 0.99 เท่านั้น แสดงว่า มีสภาพหนี้สินต่อทุน ลดลงมากมาย

สรุป คือ ช่วงก่อน แตกพาร์ เป็นช่วงที่ น่าเข้าซื้อมากที่สุด หลังจาก แตกพาร์แล้ว ก็ยังน่าสนใจราคาอาจจวิ่งช้าลง และเหวี่ยงมากขึ้น



L – Leader

เลือกหุ้นที่เป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรม หรือมีสภาพแข็งแกร่งกว่าตลาด หรือหุ้นตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน

กิจการที่เป็นรายใหญ่ของกลุ่มธุรกิจเดียวกัน มีส่วนแบ่งการตลาดสูง (High Market Sharing) สะท้อนความแข็งแกร่งของกิจการได้ดี

ส่วนสภาพราคาหุ้นที่แข็งแกร่งกว่าตลาด หรือแข็งแกร่งกว่าหุ้นอื่นในกลุ่มเดียวกัน สามารถใช้วิธีทาง
เทคนิคอล ทำการเปรียบเทียบ Relative Strength ได้ เทียบราคาหุ้นกับกลุ่มอุตสาหกรรม หรือเทียบราคาหุ้นกับราคาหุ้นอีกตัวก็ได้ ราคาหุ้นที่แข็งแกร่งเวลาราคาขึ้นจะขึ้นได้ดี เวลาตลาดถอยราคาหุ้นก็จะถอยน้อยกว่า


หุ้นที่แข็งแกร่งกว่าตลาด คือหุ้นที่ราคาวิ่งขึ้นในอัตราส่วนที่มากกว่าตลาดขยับตัวขึ้น และในเวลาที่ตลาดขยับตัวถดถอย ราคาหุ้นก็ถอยตัวลงน้อยกว่าตลาด หุ้นประเภทนี้ จะมีแนวโน้มที่จะถือ Run Trend ได้ดี เพราะวิ่งขึ้นแรง และถอยตัวน้อย

วิธีดูคือ ใช้ Relative Strength จะเป็นการเทียบการเคลื่อนที่ของกราฟ ราคาหุ้นสองอย่างเข้าด้วยกัน เช่นเทียบ ราคาหุ้น กับ Index ว่า ราคาหุ้น หรือ SET index อะไรที่มีการเคลื่อนที่ได้แข็งแรงกว่ากัน หรือเทียบราคาหุ้น กับ Sector Index หรือ จะเทียบราคาหุ้น 2 สองตัวก็ได้ ทำโดยการจับ กราฟหุ้นที่เราต้องการดู หารด้วยกราฟของสิ่งที่เราต้องการเทียบ เช่น อยากดูว่า KBANK เทียบกับ SET ว่าเป็นอย่างไร ก็ เอา KBANK / SET ก็จะได้กราฟเส้น ตามภาพตัวอย่าง


แสดงว่า KBANK ในช่วงแรกมีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าตลาด เพราะเส้น RS – Relative Strength เคลื่อนที่ยกตัวขึ้น ในขณะที่ช่วงหลัง เส้น RS เริ่มมีแนวโน้ม ถดถอยลง แสดงว่า KBANK ช่วงหลังเริ่มอ่อนแรงกว่า SET แล้ว ในช่วงหลังจึงไม่ค่อยน่าสนใจที่จะเข้าไปลงทุนเท่ากับในช่วงแรก
อีกตัวอย่างเป็น ITD จะเห็นว่าเมื่อนำ ITD/SET ได้กราฟเส้น RS ออกมา จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของเส้น เป็น Trend Up แสดงว่า ITD ยังมีความแข็งแรงของราคาหุ้น ราคาขยับขึ้นเรื่อยๆ แม้ SET จะชะลอตัวก็ตาม


I – Institutional Sponsorship

เลือกหุ้นที่มีกลุ่มสถาบันการเงินเข้ามาซื้อถือลงทุน จะมีน้ำหนักของความน่าเชื่อถือสูงมากกว่า มีชื่อคนธรรมดาที่เป็นรายใหญ่เข้ามาถือหุ้น เพราะสถาบันเหล่านี้จะมีขั้นตอนการประเมินความเสี่ยงในการลงทุน และเมื่อซื้อหุ้นลงทุนแล้วจะไม่ซื้อขายเปลี่ยนแปลงบ่อย เป็นอีกข้อในการยืนยันได้ระดับหนึ่งว่าราคาจะไม่เหวี่ยงรุนแรง

สถาบันการเงิน ธนาคาร กองทุนต่างชาติ หรือ Thai NVDR เหล่านี้ เมื่อเข้าซื้อเพื่อหวังลงทุน จะไม่ซื้อขายเข้าออกบ่อยๆ เหมือนรายย่อย ดังนั้นหากสัดส่วนกลุ่มนี้เข้ามาซื้อหุ้นจะไม่ค่อยเกี่ยงราคา และจำนวนเม็ดเงินที่เข้าซื้อมีจำนวนมาก เวลาเข้าซื้อจะดันราคาขึ้นมาได้ดี และเมื่อซื้อจนถึงระดับที่ เรียกว่า “Over Owned” จำนวนหุ้นหายไปจากตลาดกลายเป็น ใครๆ ก็ซื้อถือ ไม่มีใครขาย หุ้นตัวนั้นจะขาดสภาพคล่อง ราคาจะกลายเป็นไม่ขยับ

ดังนั้นรายย่อยที่จะเข้าซื้อ ควรเข้าซื้อให้เร็วก่อน เข้าช่วงที่สถาบันเหล่านี้ เพิ่งเข้าซื้อในช่วงแรก ถ้าซื้อช้าอาจจะกลายเป็นซื้อราคาสูงเกินไป





M – Market Decision


ต่อให้สภาพของหุ้นทุกอย่างดีหมด แต่ถ้าสภาพตลาดเป็นขาลง หรือซึมเซาออกข้าง นักลงทุนมีความกลัวกังวลในการเข้าซื้อหุ้น ก็อาจจะไม่ใช่จังหวะที่ดีในการเข้าซื้อหุ้นก็ได้

อีกบริเวณที่ต้องระวังของสภาพตลาดที่ขึ้นต่อเนื่องมาจนสูงมากแล้ว ที่พร้อมจะถดถอยลงได้ทุกเมื่อหากมีเหตุการณ์อะไรเข้ามากระทบ ซึ่งการจะมองสภาพทิศทางตลาดให้ได้ชัดเจน การใช้ Technical Analysis ดูกราฟในภาพใหญ่อย่าง Weekly Chart, Monthly Chart จะสามารถช่วยประกอบการตัดสินใจได้ดีมาก

การเข้าซื้อหุ้นที่ดี ในการลงทุนระยะกลางถึงยาว บางทีเลือกหุ้นได้แล้ว อาจจะต้องรอจังหวะตลาด Panic Sell จนราคาลงมาถึงระดับหนึ่งที่ถูกจนน่าเข้าซื้อแล้ว ก็จะได้ต้นทุนราคาที่ดีกว่า หรือราคาไม่ลงแต่วิ่งอยู่ใน Trading Range การเข้าไปซื้อในจังหวะที่ราคา Break Out Trading Range ก็เป็นจังหวะที่ดี เพราะซื้อแล้วราคาวิ่งเลยไม่ต้องรอนาน การใช้ Technical Analysis จึงเป็นคำตอบในการหาจังหวะอย่างนั้น



   จังหวะในการเข้าซื้อ ทีดี ของ TASCO ก็เป็นช่วง ราคา 70 กว่าบาท ที่ ราคาวิ่งข้าม เส้นสีชมพูในกราฟ ขึ้นมา  ซึ่งราคาวิ่งไป ถึง 142 บาท ในวันสุดท้าย ก่อน แตกพาร์ 10:1 กลายเป็นราคา 14 บาท ในวันรุ่งขึ้น

..
การใช้เทคนิค CANSLIM มาช่วยในการเลือกหุ้น จึงเป็นวิธีการ ที่ผสมผสานทั้งด้าน Fundametal และ Technical Analysis เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถ ได้หุ้นพื้นฐานดี วิ่งแรง และเติบโตอย่างมั่นคง




ใครสนใจศึกษาเพิ่มเติม สามารถ อ่านจากหนังสือ ได้ มีทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาไทยฉบับแปล
จะได้เลือกหุ้น หุ้นดี วิ่งคล่องแคล่ว สนุก เซ็กซี่  มีหุ้น แล้วมีความสุข

วิกฤติเกิด รับมือยังไง

 ลงทุนอย่างไร ในสภาวะวิกฤติ ... เป็นคำถามของใครหลายคน

      ในหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านสภาวะวิกฤติมาหลายต่อหลายครั้ง ... บ้างก็เป็นวิกฤติเศรษฐกิจจากต่างประเทศ บ้างก็เป็นวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทยเอง บางครั้งก็มาจากภัยธรรมชาติ หรือการก่อวินาศกรรม และอีกหลายครั้งมากจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ในเหตุการณ์แต่ละครั้งมีผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และการลงทุนในประเทศ มีทั้งหนักเบา ระยะสั้นยาว แตกต่างกันไปตามแต่ละเหตุการณ์

      บางวิกฤติเป็นเหตุการณ์ที่ค่อยๆ เกิดสามารถคาดการณ์ผลกระทบได้ อาจจะไม่เกิดการตกใจเทขายกันรุนแรง แต่จะค่อยๆ ลงลึกยาวนาน ก่อนลงและระหว่างลงจะมีสัญญาณทางปัจจัยพื้นฐาน และปัจจัยทางเทคนิคเตือนให้เห็นก่อนล่วงหน้า และระหว่างทางเห็นระยะๆ ทำให้เราสามารถปรับพอร์ทการลงทุนได้ทัน




      แต่สภาวะวิกฤติที่เกิดเป็นข่าวร้าย แบบฉับพลันทันที มวลชนส่วนใหญ่ตกใจ และมีความกังวลราคาหุ้น ส่วนมากจะถดถอยลง รวดเร็วและรุนแรง จากการตกใจขาย ตอบรับกับข่าวร้ายทันที ในกรณีแบบนี้ สิ่งที่นักลงทุนเองจะต้องทำ คือ การมีสติ คิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ อาจจะต้องดูสภาพโดยรวมของตลาดด้วยว่าเป็นอย่างไร เป็นขาขึ้น หรือขาลง หรือยังไม่ทิศทางชัดเจน ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น เตรียมรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดตามมา หากสภาพตลาดเป็นขาขึ้นอยู่ การตกใจแบบนั้นจะส่งผลระยะสั้น ลงเร็วรุนแรง และจะเด้งกลับอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในหุ้นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เลย ราคาอาจลงน้อยมาก แต่ถ้าสภาพตลาดเป็นขาลงอยู่แล้ว หรือไม่ชัดเจนรอการตัดสินใจ ข่าวร้ายแบบนี้จะยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเทขายอย่างรุนแรง ลงลึก หรือเปิดกระโดดที่แนวรับถัดลงไปเลยก็ได้ แล้วเด้งกลับขึ้นมาจากแรงซื้อบางส่วน ซึ่งจะเด้งไม่แรงนัก และพร้อมจะลงต่อได้ด้วย

      ดังนั้นนักลงทุนเอง ต้องวิเคราะห์ แยกแยะเหตุการณ์ และข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมา อย่างมีสติ และมีวิจารณญาณอย่างดี ข้อมูล (Information) ต่างๆ ที่ได้รับมาในปัจจุบันค่อนข้างรวดเร็ว และขาดการตรวจสอบกลั่นกรอง โดยเฉพาะจาก Social Media ต่างๆ ที่แชร์ส่งต่อกันมา แนะนำให้ แยกข้อมูลออกเป็น 4 ประเภท คือ
 1. ความจริง (Facts)
 2.ความคิดเห็น หรือการคาดการณ์ (Comments or Forecasts)
 3. รายงานข่าว (News or Announcement)
 4. ข่าวลือ (Rumors)

      ความจริง (Facts)  เป็นข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นผลกระทบโดยตรงต่อสถานการณ์ เช่น มีการปิดถนน ยึดสนามบิน ทำให้ไม่สามารถเดินทางได้ หรือภัยธรรมชาติ กระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร หรือการดำเนินธุรกิจ หรือการปรับลดหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ย เปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันดิบ หรือเปลี่ยนแปลงค่าระวางเรือ Facts จะกระทบพื้นฐานของกิจการ หรือโดนผลประกอบการตรงๆ ก็จะทำให้ราคาหุ้นที่โดนกระทบตรงๆ ปรับตัวลงอย่างแรง แต่กิจการที่โดนกระทบทางอ้อมก็จะมีอาการตกใจลงด้วย

      ความคิดเห็นหรือการคาดการณ์ (Comments or Forecasts) จะเห็นบทวิเคราะห์ หรือการคาดการณ์อนาคตต่างๆ จากสถาบันทางเศรษฐกิจ การเงินต่างๆ หรือจากนักวิเคราะห์ นักวิชาการต่างๆ เช่น การคาดการณ์ยอดการส่งออกประจำปี หรือประเมินตัวเลข GDP ของประเทศ หรือความคิดเห็นจากนักวิชาการต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ข้อมูลเหล่านี้ ล้วนเป็นการคาดเดา อนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง เอามาประกอบการตัดสินใจในแนวโน้มระยะยาวพอได้ แต่ไม่มีผลกระทบอะไรรุนแรง

      รายงานข่าว (News or Announcement) คือ รายงานผลประกอบการ หรือข่าวที่นำเสนอรายละเอียดเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว หลายครั้งราคาหุ้นมักจะเกิดการรับรู้ผลประกอบการไปก่อนหน้าแล้ว จนราคาขึ้นมา overvalue กลายเป็นว่า ข่าวดีมา แต่ราคาขึ้นนิดหน่อย หรือราคาลง หรือข่าวดีที่รายงานผลประกอบการออกมาดี แต่ตลาดรับรู้ผลซื้อขายกันไปหมดแล้ว หลังจากประกาศผลประกอบการออกมา ราคาก็จะขยับเพราะข่าวไม่มากแล้ว แต่ถ้าเป็นผลประกอบการเลวร้าย ก่อนประกาศผลจะราคาจะลงจากการคาดการณ์รอบหนึ่ง พอประกาศผลประกอบการออกมาว่าแย่จริงๆ ราคาก็จะโดนเทขายอีกรอบหนึ่ง หรือกรณีที่เป็นการแถลงข่าวที่มีผลกระทบกับเศรษฐกิจโดยตรง เช่น ข่าวยุบสภา หรือปรับคณะรัฐมนตรี เป็นต้น ก็จะมีผลกับอารมณ์ตลาดโดยรวม

       สุดท้าย ข่าวลือ (Rumors) ข้อมูลพวกนี้ ส่วนมากจะมาตามสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่มีที่มาของแหล่งข่าว ส่งต่อๆ กันมา โดยที่คนส่งก็ไม่ได้ตรวจสอบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เห็นในมือถืออ่านแล้วตกใจ ชอบใจ สะใจ ก็กดแชร์ออกไปเลย ข้อมูลพวกนี้กระจายรวดเร็ว แพร่ออกไปอย่างขาดสติ หลายครั้งข่าวลือพวกนี้ทำให้ราคาหุ้นโดนขายกดลงมาอย่างรุนแรง

       หากนักลงทุนควรประเมินว่า ข้อมูลที่ได้รับมาเป็นข้อมูลประเภทไหน มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นโดยรวม หรือกระทบราคาหุ้นเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม หรือกระทบเฉพาะกิจการบางแห่งเท่านั้น หรือเป็นเพียงข่าวลือ ที่กระทบใจคน ไม่ได้มีผลกระทบต่อพื้นฐานของกิจการ อาจจะเป็นจังหวะที่ดี ที่นักลงทุนจะได้เข้าซื้อของดีราคาถูกก็ได้ ... แต่หากเพิ่งเข้าซื้อหุ้นบางตัวไป แล้วตลาดตกใจในข่าวจนราคาหุ้นที่เราเพิ่งซื้อจนราคาหลุดต่ำกว่า Stop Loss เราทำแผนไว้ก็ต้องทำตามวินัยขายทิ้งไปตามแผน แล้วค่อยใช้กราฟเทคนิคหาจังหวะดีๆ ใหม่อีกครั้ง ถ้าเป็นหุ้นที่ถือลงทุนมาพอสมควรแล้ว ก็พิจารณาผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากมีผลกระทบไม่ดีโดยตรง ก็ควรขายออกให้เร็ว มีผลกระทบบ้างจะทยอยขายทำกำไรไปบ้างก็ได้ไม่ว่ากัน หรือไม่มีผลกระทบเลยแต่ลดราคาลงมาให้เยอะจะซื้อเก็บเพิ่มก็ไม่มีใครว่ากัน ...

       ในสภาวะวิกฤติ มีโอกาสอยู่เสมอ รับทราบข้อมูลอะไรมาแล้ว ตั้งสติให้ดี อย่ามัวแต่ตกใจ หรือตื่นเต้นดีใจ แชร์ให้คนนั้นคนนี้ แต่ปล่อยจังหวะดีๆ ที่จะต้องซื้อหรือขาย ให้ผ่านเลยไปอย่าน่าเสียดาย....

Divergence บอกอะไร ... กันแน่

          Divergence ในทาง เทคนิคอล หมายถึง การที่กราฟราคาหุ้น กับ Indicator ขยับในทิศทางที่แตกต่างกัน ไม่สอดคล้องกัน โดยปกติ Indicator ที่ใช้ดูสัญญาณ Divergence จะเป็นเครื่องมือประเภท Oscillator เช่น RSI, ROC (Rate of Change), MACD, Stochastic หรือ MACD Oscillator ซึ่งเครื่องมือพวกนี้ จะใช้แสดงพลังของราคา หรือ Momentum ของราคา หรือ การเหวี่ยงของราคา

          ในสภาพปกติ ถ้าราคาหุ้นวิ่งขึ้น Oscillator ก็ควรแสดงผล วิ่งขึ้นด้วย เป็นการแสดง Momentum ของราคาที่เพิ่มมากขึ้น ถ้าราคาถดถอยลง Oscillator ก็ควรที่จะลดถอยลง แสดง Momentum ของราคาที่ลดลง ซึ่งเป็นการเคลื่อนที่ของราคา กับ Oscillator ที่สอดคล้องกัน เขาเรียกว่ามัน “Agree” กัน
          ถ้าราคาหุ้นกับ Oscillator มันเกิด “Disagree” กันขึ้นมาล่ะ  คือ ราคาวิ่งขึ้น New High แต่ Oscillator กลับขึ้นนิดเดียว หรือ ราคาลง New Low แต่ Oscillator กลับถอยลงนิดเดียว เขาจึงเรียกรวมอาการพวกนี้ว่า Divergence

          Divergence ถ้าเกิดขึ้นแล้ว มันหมายถึงอะไร ?? 
          
          มันมีความเชื่อของ Trader มือใหม่อยู่ว่า ถ้าเห็น Divergence แปลว่า ราคาหุ้น มันจะกลับตัว คือ ถ้าราคาวิ่งขึ้นอยู่แล้ว พอเกิด Divergence แล้ว ราคาหุ้นจะเปลี่ยนเป็นวิ่งลง หรือ ราคากำลังวิ่งลง พอเห็น Divergence แล้ว ราคากำลังจะกลับตัวขึ้นไป ถ้าถามว่ามันถูกไหม ก็ขอตอบว่า มันไม่จริง  ก็มีบ้างที่กลับตัวจริงๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ราคาจะกลับตัวทุกครั้งที่เกิด Divergence

          ในความเป็นจริง Divergence มันแสดงกำลังของการเคลื่อนที่ของราคาที่ลดน้อยถอยลง คือราคาวิ่งขึ้น New High แล้วเกิด Divergence Oscillator ก็แปลว่า การที่ราคาเคลื่อนที่ New High ขึ้นไปได้นั้น พลังของราคานั้นมันลดลงกว่าการวิ่งขึ้นครั้งก่อน เป็นไปได้ที่ราคาหุ้นจะถดถอยลงมาหลังจากวิ่งขึ้นจบแล้ว หรืออาจจะพักตัวออกข้างก็ได้ ดังนั้น การเกิด Divergence ไม่ได้หมายความว่า ราคาหุ้นจะเปลี่ยนทิศทางจากขาขึ้นมาเป็นขาลง

[ การเกิด Divergence หมายความว่า ราคาหุ้นแค่หมดแรง ไม่ใช่จะเปลี่ยนทิศทาง สัญญาณอื่นจะมายืนยันการเปลี่ยนทิศภายหลัง ]

          ในหุ้นที่มีพลังสูงๆ วิ่งขึ้นต่อเนื่องมายาวนาน เวลาที่ จะเปลี่ยนทิศเป็นขาลง อาจจะเกิด Divergence ได้ 2 ถึง 3 ครั้ง หรือมากกว่านั้นก็ได้ ก่อนที่จะกลับทิศเป็นขาลง ส่วนในขาลงที่ราคาดำดิ่งลงไปลึกๆ ก็เหมือนกัน กว่าจะกลับตัวเป็นขาขึ้นได้ ก็อาจจะเกิด Divergence หลายๆ ครั้งก่อนก็ได้ 

           ตัวอย่างกราฟในภาพด้านล่าง จะเห็นว่า MACD ไหลลงต่อเนื่องทำ Divergence ไปหลายครั้ง ราคาก็ยังไม่เปลี่ยนทิศเป็นขาลง จนกระทั่ง EMA เกิด Dead Cross และราคาทำ New Low ลงมาใต้แนว Support Line ทางด้านขวาของภาพกราฟ ตรงนั้นถึงจะยืนยันการเปลี่ยนทิศเป็นขาลง



       

          Divergence ในทางเทคนิคอล จะมีการแบ่งออกเป็น 2 แบบ ตามสภาพการเกิด ของ Signal  คือ 
                   1.  Regular Divergence   เป็นการเกิด Divergence ในขณะที่ราคากำลังวิ่งเป็น Trend มีทิศทางชัดเจน ในขาขึ้น หรือ ในขาลง แล้ว แสดงอาการอ่อนแรง ออกมาเป็น Divergence Signal  ซึ่งมีการจัดระดับความแรงไว้ 3 ระดับ คือ Strong , Medium และ Weak 
                  ในระดับ Strong และ Medium มีโอกาสเกิดการกลับตัวของราคาได้ แต่ Weak จะไม่กลับตัว แต่จะแค่ พักตัวออกข้าง เท่านั้น





                   2.  Hidden Divergence เป็นการเกิด Divergence ในขณะที่ราคากำลังเหวี่ยงตัว Sideway ออกข้างในกรอบราคา แล้วแสดงอาการเหวี่ยงตัวแรงขึ้น ให้เห็นว่า ราคามีโอกาสที่จะ Break Out ออกจากกรอบราคาได้  
                  ใน Hidden Divergence ไม่มีระดับความแรง มีแบ่งแค่ Bullish กับ Bearish เท่านั้น คือ แสดงโอกาสว่า จะวิ่งขึ้น (Bullish) หรือ วิ่งลง (Bearish)



             Divergence เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องกลับตัวทุกครั้ง ไม่ใช่แค่เห็นราคาทำอาการอ่อนแรง เห็น Indicator Divergence ก็ไป ทึกทักว่า ราคาจะกลับตัว. ... เพราะ ที่จริงแล้ว Divergence signal บอกเราเพียงแค่ ราคาที่วิ่งมีแนวโน้มในขณะนั้น อ่อนแรงแล้ว เท่านั้นเอง
             หรือใน Hidden divergence ก็บอกเพียงว่า ราคาที่ sideway อยู่นั้น กำลังจะเหวี่ยงแรงขึ้น แค่นั้นเอง ไม่ได้บอกว่า จะเลิก sideway แล้ววิ่งเป็น Trend สักหน่อย 

             จึงต้องสังเกตุดูรายละเอียดปลีกย่อย ประกอบกับ Price Action , Volume และเส้นแนวรับแนวต้าน เส้น Trend line อีกหลายอย่าง 
            
            การมีความเชื่อผิดๆ ว่า Divergence เกิดแล้ว ราคาต้องกลับตัว หรือ เกิด Hidden divergence แล้วราคาต้อง break ออกจากกรอบ sideway ...  ทำให้มุมมองต่อกราฟผิดเพี้ยนไป วางแผนเทรดผิด ... และเสียหายในที่สุด ...

            Trade ด้วย Divergence ไม่ง่าย ต้อง ศึกษาสังเกตุ จนเข้าใจ ... และมีแผนรองรับ เมื่อผิดทาง อยู่เสมอ ..   (อ่านเพิ่มเติมได้จาก บทที่ 15 ของ หนังสือ โต้คลื่นหุ้น ... เทคนิคทำกำไรทะลุฟ้า กันได้นะครับ)


            สิ่งสำคัญในการ เทรด  คือ

Rule #1 .. Anything can happen .. alway have stop loss 
          กฎข้อ 1 ... อะไรก็เกิดขึ้นได้ .. จงมี stop loss เสมอ
.
Rule #2 .. Plan your Trade and Trade your plan.. 
         กฎข้อ 2 ... วางแผนเทรด ... เทรดตามแผน
.
Rule #3 .. Don't Forget Rule #1 ..
         กฎข้อ 3 .... อย่าลืม กฎข้อ 1

เรียนรู้จากพ่อค้าขี้โกง

ผมไปเที่ยวเมืองจีนหลายรอบ พอว่า ทุกรอบได้ความรู้ใหม่ๆ เสมอ โดยเฉพาะวิธีโกง เช่น

อันนี้แค่ส่วนนึง เพียงก้าวเท้ามาหาซีฟู้ดริมทะเลกิน ก็ได้เรียนรู้มากมายทีเดียว 

- การซื้อของอย่างนึง พอเราจ่ายเงิน มันเปลี่ยนอีกอย่างมาให้

- ตาชั่งโกง คือ โกงตาชั่ง

- ซื้อของทะเลสด ตาชั่งไม่โกง แต่ถุงดำที่ใส่ของทะเลให้เรา มันเอาน้ำใส่ในถุงไว้ก่อน เพื่อให้น้ำหนักเพิ่ม 

- ร้านอาหารโกง ให้กุ้งไป 2 กิโล มันทำมาโลครึ่ง 

สรุปเป็นการเรียนรู้ดังนี้

1. รู้เลยว่าการโกงไม่คุ้ม เพราะ ทุกคนจะพูดถึงเราในแบบที่ไม่ดีกับเรา 'เป็นวิธีกินสั้นแต่ซวยยาว'

2. ผู้คนขาดความไว้วางใจในตัวเรา ซึ่งสิ่งนี้ควรจะเป็นสิ่งที่คนให้ค่ามากที่สุดในการทำธุรกิจและการเป็นมนุษย์ ก็คือ ความไว้วางใจ (Trust)

3. ความเน่าจะสิ่งกลิ่นเหม็นอย่างยาวไกล ..ปลาเน่าตัวเดียวในถุง ก็ทำให้ทุกอย่างในถุงนั้นเหม็นเน่า ..เรากำลังทำร้ายสังคมจากความเห็นแก่ได้เพียงน้อยนิดเท่านั้นเอง

ครับ!! สรุปว่า การโกง มันไม่คุ้ม

เพราะ ความร่ำรวยและคุณค่าของมนุษย์คนนึง มันสร้างจากความไว้วางใจ หรือ Trust

ถ้าใครมี Trust คนนั้นคือ ผู้นำ ..คนนั้นคือผู้ที่สังคมเลือกให้เขาร่ำรวยและมีเกียรติ - ใช่!! ไม่โกงรวยกว่า อย่าคิดสั้น !!

นิสัยของเศรษฐีคือการสะสมอะไรบางอย่าง



'นิสัยของเศรษฐีคือการสะสมอะไรบางอย่าง ..ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?'

1. การสะสมอะไรบางอย่างบังคับให้เราต้องรู้จริงในสิ่งนั้น ก่อนที่จะโดนหลอก

2. การสะสม สร้างนิสัยของการออม ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เคยทำได้

3. การสะสม คือการรวมความสนใจให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งนี้ทำให้เราแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ที่สนใจทุกๆสิ่ง

4. การสะสม ทำให้เรารู้เส้นทางเดิน ของสิ่งที่เราสะสม ..'เส้นทางเดิน' นี้คือเส้นทางการค้า และนี่คือส่วนนึงของความรู้ของพ่อค้า

5. การสะสมสร้างพลัง เพราะมันคือการรวมของเรื่องราวและตำนานอะไรบางอย่าง ..สิ่งนี้มีค่าและมีราคาต่อผู้คน

ลองเริ่มสะสมอะไรสักอย่างเพื่อสร้างนิสัยเศรษฐี ..อย่าแค่ซื้อทุกอย่างเหมือนคนส่วนใหญ่ แต่ไม่เคยสะสมอะไร 

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เข้าใจเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพ



'เข้าใจเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพ !! ...ไม่มียุคไหนในโลกที่สองสิ่งนี้จะลดลง

1. คนเราไม่ได้เงินค่าจ้างน้อยลง เงินเดือนขั้นต่ำเพิ่มขึ้นตลอด แต่เราไม่ได้กินอยู่ตามรายจ่ายขั้นต่ำ ..เราใช้จ่ายตามสังคม ..มือถือเครื่องละหมื่น / รถยนต์หลายแสน / คอนโดหลายล้าน -- ความจำเป็นขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาเปลี่ยนไป

2. ของจำเป็นพื้นฐานอาจราคาไม่เพิ่ม แต่เราใช้จ่ายส่วนใหญ่กับสิ่งไม่จำเป็นที่ราคาขึ้นสูงกว่าเงินเฟ้อปกติมาก ..คนส่วนใหญ่จึงรู้สึกจนลงตลอดเวลา

3. คนส่วนใหญ่มีความสุขกับการจ่ายเงิน ต่างกับคนส่วนน้อย(คนรวย)ที่มีความสุขกับการทำงาน(หาเงิน) ...ความแตกต่างจุดนี้ทำให้คนสองคนมีความร่ำรวยต่างกันมหาศาลเมื่อเวลาผ่านไป

4. ของสะสมของคนส่วนใหญ่ไม่ใช่ Asset ทำให้เขารู้สึกยิ่งจนลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

5. การพิมพ์เงินของรัฐบาลทั่วโลกเพื่อผยุงเศรษฐกิจ จะยิ่งทำให้เงินเฟ้อแฝงในระบบสูงขึ้นเรื่อยๆ 

แค่หกส่วนก็พอ

ที่กรุงไทเปมีผู้รับเหมาก่อสร้างคนหนึ่ง  เป็นคนหนุ่มที่ชาญฉลาดที่รู้กันทั้งวงการ  มีหัวการค้าเป็นเลิศ  ทำงานคล่องแคล่วว่องไว  พร้อมลุยงานหนัก...