วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ชอบตอนท้องฟ้าจำลอง
พวกชอบพิมพ์เร็ว ๆ อ่านทางนี้..นี่แน่ะ พิมพ์เร็ว แถมไม่ยอมตรวจทาน อาจจะเป็นแบบนี้ก็ได้


• " ลูกชายผมสองขวบมีไข่สูงมากให้กินพาราได้ไหม ขอคำตอบด่วนครับ"


• " แฟนเป็นคนเสียวดังมากครับ ผมอายคนอื่นเค้า ผมจะเตือนเธอยังไงดีครับ"


• " กลุ้มใจจัง แฟนเราเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่ค่อยจะอมใครง่าย ๆ"


• " มีพี่ที่ทำงานคนนึงเพิ่งเข้ามาทำงาน เธอเป็นลูกน้องผมแต่อายุแก่กว่าผมมาก ผมจะสอยเธอยังไงดีครับถึงจะไม่น่าเกลียด"


• " สามีมีปัญหาในการนอนค่ะเค้าชอบนอนหนุนหมอย นิ่ม ๆ ไม่ทราบว่าเพื่อน ๆ พอจะรู้จักยี่ห้อดี ๆ มั้ยคะ"


• " ถ้าง่วงก็ลองเคี้ยวหมาฝรั่งดูสิคะเผื่อจะหาย"


• " ถ้าพิจารณาความเสี่ยวแล้วคาดว่าคุ้มถ้าลงทุนต่อไป"


• " เดือนหน้าดิฉันจะมีเพื่อนฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทย เค้าชอบช้างมากค่ะ ช่วยแนะนำทัวร์ที่มีโปรแกรมขี้ช้างให้หน่อยได้มั้ยคะ"


• " เจอรูแฟนเก่าในโทรศัพท์มือถือแฟน หมายความว่ายังงัย"


• " อยากไปเที่ยวท้องฟ้าจำลอง ที่ปิดไฟมืด ๆ แล้วฉายภาพดาวน่ะค่ะไม่ทราบว่าเข้าชมฟรีรึต้องเสียตัวด้วยรึป่าวคะ"


• " ข่าวดีค่ะปลื้มใจอยากบอก ไปขยายรูแต่งงานมาแล้ว ออกมาสวยมาก ๆ


ขนาดแฟนเป็นคนไม่ค่อยพูด ยังออกปากชม ไม่รู้มาก่อนว่าดีแบบนี้ เพื่อน ๆ ไปขยายที่ไหนกับบ้างคะ"


• " พี่ ๆ ครับ ผมจะไปสอบใบขับขี่พรุ่งนี้แต่ผมยังไม่ชำนาญ เรื่องการถอยรถเข้าซ่องเลย ใครพอแนะนำเทคนิคได้บ้างครับ"


• " อาจารย์คะ ปีนี้ข้อสอบวิทย์จะเน้นอกเรื่องอะไรคะ หนูจะได้เตรียมตัวมาแต่เนิ่น ๆ"


• " ถามเลขาค่ะ พานายฝรั่งไปไหนดีไม่ชอบซิสเลอร์เลย วันก่อนไปกินกับนายฝรั่ง หลายคน สั่งไส้กรอกรวมกินกันแล้วปรากฏว่าบรรยากาศเงียนมาก ๆ"


• " ผมมีปัญหากับแฟนใหม่ของเธอครับ ไม่น่าคิดมากเลย แค่โทรเรียกเธอมาเจอเพราะอยากเลียร์ให้มันสบายใจทั้งสองฝ่าย"


• " ขอถามหน่อยค่ะ ใบพลูเดี๋ยวนี้หาซื้อได้ที่ไหน คุณยายข้างบ้านกินแต่ หมาเปล่า ๆ มานานแล้ว บอกว่าเคี้ยวไม่อร่อย"


• " หนูแอบชอบเค้าอยู่ ทำไงหนูถึงจะได้รูถ่ายของเค้าคะ"


• " แถวสี่พระยามีร้านอัดรูดี ๆ มั้ยครับ อ้อ แล้วรูขนาด 4" x 6" นี่จะเล็กไปมั้ยครับ"


• " จะไปเชียงใหม่ค่ะหนุ่มคนเมืองที่ไหนพอแนะนำได้บ้างคะ อยากถามว่า ขนมจีนน้ำเจี๊ยวที่ไหนอร่อยบ้าง"

 
พอร์ตเย็นวันศุกร์ติดลบอยู่สองพันกว่าบาท
จะเอาพอร์ตปิดตลาดวันศุกร์มาลงบันทึกไว้
ก็เข้าบัญชีไม่ได้  บอกว่าปิดปรับปรุง
ตั้งแต่เมื่อวาน  ยังไม่เปิดเให้เข้าเลย
ของโบรก CGS  ปิดปรับปรุงบ่อยมาก
สงสัยจะต้องมองหาโบรกใหม่ไว้ซะแล้ว

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สุทรพจน์ของ ทิม คุก (CEO of Apple)





ชื่อ:  images.jpeg
ครั้ง: 1911
ขนาด:  5.8 กิโลไบต์



เป็นเกียรติและโอกาสอย่างมากที่ได้มาอยู่กับพวกคุณในวันนี้

ในการได้กลับมาในที่ๆรู้สึกเหมือนบ้าน....ที่ๆผมได้ค้นพบความทรงจำดีๆหลายอย่าง

ที่แห่งนี้มีความหมายกับผมมาก


การที่ได้มาอยู่ตรงนี้ เป็นในสิ่งที่ผมเป็นทุกวันนี้

เพราะว่าพ่อแม่ได้เสียสละมากเกินกว่าที่เขาควรจะทำ

เพราะอาจาร์ย เพื่อน คนคอยแนะนำ ...ที่พวกเขาแคร์มากกว่าที่เขาควรเป็น

และเพราะ สตีฟ จ็อป และแอปเปิ้ล ที่ให้โอกาสผมทำงานสำคัญมาเป็นเวลากว่า 12 ปี

ในวันนี้ ผมจึงอยากจะแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง ที่ผมได้เจอมา

รวมถึงเส้นทางชีวิตที่ผมเดินทางมา

การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม มาจากการตัดสินใจเพียงอย่างเดียว

คือการร่วมทำงานกับแอปเปิ้ล...การทำงานที่นี้ ไม่ได้เป็นแพลนชีวิตที่ผมขีดไว้

แต่กลับกลายเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตของผม.....

ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีการตัดสินใจอย่างอื่นอีกในชีวิตของผม

อย่างเช่น การตัดสินใจมา ออเบิล ....

ตอนที่ผมเรียนอยู่ มัธยมปลาย อาจาร์ยบางคนแนะนำให้ผมเรียนที่ ออเบิล

บ้างก็แนะนำให้เรียน มหาวิทยาลัยอัลบลามา ...แต่ยังไงด็ตาม การตัดสินใจของผม ค่อนข้างจะชัดเจน

การตัดสินใจทำงานที่แอปเปิ้ลในปี 1998 เป็นอะไรที่ไม่ชัดเจนแต่แรก

มันคงจะยากหากจะให้พวกคุณจินตนาการถึงแอปเปิ้ลใน สิบกว่าปีที่แล้ว

แอปเปิ้ลในวันนั้นแตกต่างกับวันนี้อย่างสิ้นเชิง

ในปี 1998 แอปเปิ้ลไม่มี Mac หรือ IPAD หรือ แม้กระทั่ง IPOD

ในขณะที่บริษัทเริ่มผลิต Mac ยอดขายในขณะนั้นขาดทุนแทบทุกปีจนเกือบจะต้องปิดบริษัทไป


ไม่กี่เดือนก่อนหน้าที่ผมเข้ามาทำงานที่แอปเปิิ้ล ไมเคิล เดล CEO และเจ้าของบริษัท คอมพิวเตอร์เดล

ได้ตอบคำถามว่า เขาจะทำอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหาที่แอปเปิ้ลเจอ

เดล ตอบว่า เขาจะปิดบริษัท และคืนเงินแก่ผู้ถือหุ้น

ในการกล่าวประโยคนี้ ไมเคิล เดลทำให้เราทราบถึงความแตกต่าง

และความกล้าที่เขาพูดในสิ่งที่คนอื่นๆคิด

แอปเปิ้ลในวันนั้น ไม่เหมือนอย่างในวันนี้

ในตอนนั้น ผมยังทำงานให้กับ คอมแพค บริษัทคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ไม่เพียงแค่ว่าคอมแพคมีการทำงานที่ดีกว่าแอปเปิ้ล

แต่บริษัทแม่ก็ยังตั้งอยู่ที่แท็กซัส ใกล้กับ ออเบิล ฟุตบอล

หากใช้เหตุผลเพื่อตัดสินใจ ...ผลประโยชน์สูงสุด และค่าใช้จ่าย คอมแพคดูเหมือนจะเป็นสถานที่ทำงานที่เหมาะสมที่สุดของผม

ทุกๆคนที่ผมรู้จัก รวมถึง CEO คนหนึ่งที่คอยให้คำปรึกษา

บอกกับผมว่า มันจะดูโง่มากหากผมลาออกจากคอมแพคเพื่อไปอยู่กับแอปเปิ้ล


ในการตัดสินใจทำงานกับแอปเปิ้ล

ผมต้องคิดให้ไกลกว่า การเป็นวิศวกร

วิศวะ มักจะสอนให้ตัดสินใจเป็นกระบวนการ ปราศจากอารมณ์

เมื่อถึงเวลาที่เราต้องตัดสินใจ เรามักจะคิดถึงต้นทุนและผลกำไร

ว่าทางไหนให้ผลลัพธ์เหล่านี้ดีกว่ากัน

แต่มันก็มีบางเวลาในชีวิตของเราที่การตัดใจแบบนั้น ไม่ใช้ทางที่ถูกเสมอไป

บางทีการเชื่อมั่นในสันชาติญาณและจิตวิญญาณของตัวเองดูเหมือนจะเป็นทางที่เหมาะสมที่สุด




การตัดสินใจโดยใช้สัญชาติญาณ คุณต้องทิ้งความคิดของการวางแผนชีวิตอย่างเป็นขั้นตอน


การรับรู้โดยสัญชาติญาณ มักจะเกิดขึ้นชั่วครู่ และถ้าหากคุณเปิดใจ และฟังสิ่งนี้

มันมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำทางให้คุณเพื่อให้คุณตัดสินใจสิ่งที่ถูกที่สุดได้


ในวันนั้นของปี 1998 ผมได้ตัดสินใจฟังในสิ่งที่ผมเชื่อมั่น

ไม่ใช่เชื่อสมองด้านซ้ายของผม หรือแม้กระทั่ง เชื่อคนที่รู้จักผมดีที่สุด

มันยากที่จะตอบว่าทำไมผมต้องทำตามในสิ่งที่ผมเชื่อ

และจนถึงวันนี้ผมก็ยังตอบไม่ได้ แต่ผมใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที ในตอนที่ได้คุยกับสตีฟ จ๊อป

ผมอยากจะทิ้งเหตุผลทั้งหมดไปกับลม และร่วมงานกับแอปเปิ้ล

ความเชื่อของผมรู้ดีว่า การร่วมงานกับแอปเปิ้ลเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิต

ที่จะได้ทำงานกับอัจฉริยะที่สร้างสรรค์ที่สุด

และทีมที่สามารถทำให้บริษัทกลับมาเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอเมริกา

หากสัญชาติญาณของผมพ่ายแพ้ให้กับสมองซีกซ้ายของผมในวันนั้น

ผมก็ไม่แน่ใจว่าในวันนี้ผมจะไปอยู่ตรงไหน แต่มั่นใจว่าผมคงไม่ได้มายืนต่อหน้าพวกคุณในวันนี้


นี้เป็นบทเรียนที่น่าประหลาดใจ

ผมพยายามคิดย้อนไปถึงความรู้สึกที่ไม่มั่นใจว่าชีวิตจะเดินไปทางไหน

บางส่วนในตัวผมเองพยายามที่อยากจะมี แผนชีวิต 25 ปีเพื่อเป็นแนวทางให้กับชีวิตตัวเอง

ในขณะที่ผมเรียนอยู่ พวกเราได้ทำแบบฝึกหัด ให้ทำแผนชีวิต 25 ปี

ผมได้ค้นพบแผนของผมเอง ตอนอายุ 22 เพื่อที่จะเตรียมรับปริญญา

เอาเป็นว่า ในกระดาษสีเหลืองที่ผมเขียนลงไป มันแทบจะไม่มีความหมายเลย

ชีวิตมักไม่แน่นอน เหมือนลูกบอล

อย่าเข้าใจที่ผมพูดผิดไป การวางแผนชีวิตเป็นสิ่งที่ดี

แต่หากคุณเป็นเหมือนผมที่ชีวิตเหวี่ยงไปมาตลอดเวลา และชีวิตที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าคุณวางแผนไม่ได้ แต่คุณสามารถเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอได้

นักเบสบอลไม่มีทางรู้เลยว่าลูกบอลจะมาเมื่อไร แต่เขาก็ต้องเตรียมรับมือเสมอ
เพราะเขารู้ว่า มันต้องมาอย่างแน่นอน


คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า สัญชาติญาณเป็นอะไรที่ขึ้นอยู่กับโชคชะตา และ โชค

แต่ที่ผมเห็นก็คือ การตัดสินใจโดยใช้สัญชาติญาณสามารถบอกคุณได้ว่า ประตูที่เปิดอยู่ คุณควรเดินเข้าไปในประตูบานไหน

แต่มันไม่ได้เตรียมให้คุณรับมือกับสิ่งที่อยู่หลังประตู

มีคำพูดหนึ่งที่ผมใช้เป็นคติประจำตัว อัปปราฮัม ลินคอน กล่าวไว้ว่า

“ เตรียมตัวให้พร้อม ...และวันหนึ่งโอกาสจะมาหาเรา”

ในธุรกิจ ซึ่งก็เหมือนกับกีฬา สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ตัดสินชัยชนะ คือสิ่งที่เกิดก่อนการแข่งขัน

เราไม่สามารถควบคุมเวลาของโอกาสได้ แต่เราสามารถเตรียมความพร้อมได้

หลักความเชื่อของผมอีกอย่างคือ ผมเชื่อในการทำงาน- การทำงานหนัก

มีหลายๆอย่างสอนให้ผมรู้ว่า คนที่พยายามประสบความสำเร็จแต่ไม่ได้ทำงานหนักไปกับมัน

ท้ายสุดก็เหมือนกับการหลอกตัวเอง

ผมมีโอกาสที่ดีที่ได้ทำงานรอบๆคนเก่ง เราไม่เคยใช้ทางลัด เราสนใจทุกๆรายละเอียด เราคอยแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด ถึงแม้ว่าบางทีมันจะทำให้ทางเดินยาวนานขึ้น

แต่นั้นก็คุ้มค่าในตอนสุดท้าย


เรายอมเสี่ยง โดยที่รู้ว่าบางทีความเสี่ยงอาจทำให้เราล้มเหลว

แต่หากปราศจากความล้มเหลว ความสำเร็จคงไม่เกิดขึ้น

เราจำคำพูดของ ไอสไตน์ ที่กล่าวว่า คนเสียสติมักจะทำสิ่งเดิมซ้ำไปซ้ำมา โดยที่คาดหวังผลลัพธ์ที่ต่างออกไป

เมื่อคุณเอามันมารวมกัน ผมได้เรียนรู้ว่า

ความเชื่อเป็นสิ่งจำเป็นในทุกๆสิ่งที่คุณทำ แต่หากปราศจากความพร้อมและการลงมือทำ ทุกอย่างก็ไม่มีความหมาย



และนี้ก็คือสิ่งที่ผมค้นพบเกี่ยวกับ ความเชื่อ,ความพร้อม, การทำงานหนัก

เชื่อในสัญชาติญาณของตัวเอง และทำงานให้หนักในทุกๆอย่างที่คุณทำเพื่อพิสูจน์ว่าความเชื่อของคุณถูกต้อง


และในบางครั้งเหตุผลก็ไม่ชนะทุกครั้ง

ผมเหลือบทเรียนสุดท้ายที่จะบอกพวกคุณ

ผมคิดว่ามันผิดพลาดหากพูดถึงความสำเร็จโดยที่ไม่ได้พูดถึงความล้มเหลว


บนเส้นทางของผม เจอกับความล้มเหลวหลายครั้ง ถึงแม้ว่าในวันนี้ผมพูดกับคุณถึงการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ แต่ผมก็เจอกับความล้มเหลว

แต่หลังจากหลายไมล์บนเส้นทางของผม สุดท้ายแล้วมันก็จะผ่านไป

และทำให้คุณฉลาดขึ้น เข้มแข็งขึ้น



ดังนั้น ระบายสีให้ตัวเองเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าคุณต้องการจะไปที่ไหน

เตรียมพร้อม และเชื่อมั่นในตัวเอง และอย่าเสียสมาธิให้กับหลุมบางหลุมในชีวิต

ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตปี 2010 ทุกคน

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับเส้นทางที่คุณเลือก

และ ขอบคุณที่ให้ผมมีส่วนร่วมในวันนี้ ขอบคุณครับ

                  ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=31002
คำเตือนสั้นๆของ Peter Lynch
คำเตือนสั้นๆของ Peter Lynch


การลงทุนซื้อหุ้น มักจะถูกยอมรับว่าเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดในเวลาที่มันไม่ใช่ เพราะคนจะเข้ามาก็ต่อเมื่อตลาดได้ทำจุดสูงสุดไปแล้ว ผลตอบแทนมันช่างเย้ายวนใจเสียนี้กระไร คนส่วนใหญ่จะทนไม่ได้กับการที่เห็นคนรอบข้างทำเงินได้อย่างมหาศาลในตลาดหุ้น ในขณะที่ตัวคุณเป็นแค่พนักงานกินเงินเดือนอยู่ต่อไป สุดท้ายคุณก็กระโดดเข้ามาในตลาดหุ้น ในจังหวะที่มันไม่ใช่ และคุณก็ผิดหวังจากมัน ตลาดเกิดฟองสบู่ เงินของคุณถูกละลายลงไปในตลาดหุ้น และคุณก็กลับมาสอนลูกหลานของคุณว่าตลาดหุ้นคือสถานที่ที่อันตราย มันเสี่ยงเกินไป มันจะหมดตัวได้

การพยายามคาดการณ์ว่าหมีจะมาเมื่อไร เป็นสิ่งที่โง่เขลามาก คุณพยายามจับจังหวะตลาดเข้าๆออกๆ เพื่อที่ว่าจะหลีกหนีสภาวะตลาดหุ้นถล่มในวันเดียว -3% แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้เลยว่า การที่พวกเขาไม่มีหุ้นในวันที่ตลาด +3% เป็นเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่า

Peter Lynch

          ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=31006
คำเตือนสั้นๆของ Peter Lynch
คำเตือนสั้นๆของ Peter Lynch


ตลาดหุ้นเป็นสถานที่ที่ผู้มีอายุน้อยได้เปรียบผู้มีอายุมาก พ่อแม่อาจจะไม่ได้รู้เรื่องหุ้นไปมากกว่าคุณ แน่นอนพวกท่านมีเงินลงทุนมากกว่า แต่คุณมีสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด คือ เวลา ยิ่งคุณเริ่มลงทุนเร็วเท่าใดก็จะยิ่งดีเท่านั้น ความจริงแล้วในระยะยาวเงินเล็กๆน้อยๆที่ลงทุนเร็ว จะเติบโตเร็วกว่าเงินก้อนโต ที่ลงทุนช้า

ในอดีตที่ผ่านมาผลตอบแทนโดยรวมจากหุ้นอยู่ที่ 10% เพื่อที่จะได้ 10% นี้คุณจะต้องสัญญากับหุ้นว่าคุณจะไม่มีวันทอดทิ้งเธอ ไม่ว่ายามทุกข์หรือสุข เหมือนกับการ"แต่งงาน" ระหว่างเงินและการลงทุน ถ้าคุณเป็นคนที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ คุณจะกลายเป็นเพียงนักลงทุนที่พอใช้เท่านั้น หากคุณมีความอดทนและความกล้าพอที่จะถือหุ้นนานพอ ความฉลาดไม่ได้ตัดสินว่าเก่งหรือไม่เก่ง สิ่งที่จะตัดสินคือ "วินัย" มากกว่า

การยืนสาบานหน้ากระจกว่าคุณเป็นนักลงทุนระยะยาวเป็นเรื่องที่ง่าย ในประสบการณ์ของผม ถ้าคุณถามคนกลุ่มหนึ่งว่าเป็นนักลงทุนระยะยาวไหม เกือบ100%จะเป็นนักลงทุนระยะยาว แต่บททดสอบว่ายาวจริงหรือไม่นั้นต้องรอตอนที่หุ้นตก

คนที่ยังคิดว่าการปรับฐานหรือหุ้นตกเป็นเรื่องอันตราย แต่มันจะอันตรายก็ต่อเมื่อคุณขายหุ้นเท่านั้น พวกเขาลืมไปอีกอย่างว่า การที่ไม่มีหุ้นในวันที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์เป็นเรื่องที่อันตรายยิ่งกว่า

ในระหว่างช่วง 5 ปีในทศวรรษ 1980 ที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นถึง 27% จะมีเพียง 40 วัน ใน 1276 วันเท่านั้นที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างน่าแปลกใจถึง 22% ถ้าคุณพลาดการลงทุนใน 40 วันนั้น ผลตอบแทนของคุณจะเหลือเพียง 4.3% เท่านั้น ซึ่งผลตอบแทนก็ไม่ต่างจากการซื้อพันธบัตร หรือเงินฝากมากนัก แถมความเสี่ยงก็น้อยกว่าการถือหุ้นอีกด้วย

เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะได้ผลตอบแทนสูงสุดจากหุ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณอายุยังน้อย และเวลาอยู่ข้างคุณ วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือนำ "เงินเย็น" ของคุณมาลงทุนแล้วทิ้งไว้เลยไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณอาจจะบาดเจ็บในช่วงที่หุ้นตก แต่ถ้าคุณไม่ขาย คุณจะไม่ได้ขาดทุนจริงๆ การลงทุนอย่างจริงจังจะทำให้คุณได้ผลตอบแทนเต็มที่ในช่วงเวลาน่าอัศจรรย์ที่หุ้นพากันถีบตัว อย่างไรก็ตามหุ้นที่คุณถืออยู่ คุณจะต้องรู้ดีและสามารถหาเหตุผล 2-3 ประการในการถือหุ้นได้


- Peter Lynch

          ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=31012
พ่อมดกองทุน Windsor "จอห์น เนฟฟ์" : วิบูลย์ พึงประเสริฐ
พ่อมดกองทุน Windsor "จอห์น เนฟฟ์"

วิบูลย์ พึงประเสริฐ


สำหรับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า บุคคลที่เป็นนักลงทุนต้นแบบอีกคนคือ จอห์น เนฟฟ์ (John Neff)

เนฟฟ์เป็นผู้จัดการกองทุนรวมแวนการ์ด วินเซอร์ (Vanguard Windsor) เขาเน้นหนักไปในการลงทุนแบบเน้นคุณค่าโดยลงทุนในธุรกิจที่ดี มีการเจริญเติบโตต่อเนื่อง จ่ายเงินปันผลสูง และขายเมื่อราคาเกินกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ผลงานตลอด 30 ปีที่ผ่านมา กองทุนของเขาสามารถครองอันดับสูงสุดห้าอันดับแรกมาตลอด

เนฟฟ์จบการศึกษาด้านการตลาดอุตสาหกรรม และเข้าศึกษาวิชาการเงินการธนาคารภาคค่ำในปี 1954 เขาเริ่มงานเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์กับ The National City Bank of Cleveland จากนั้นก็ทำงานกับ Wellington Management เขายึดหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่าตามแบบของเบน เกรแฮม (Ben Graham) มาโดยตลอด

ในปี 1984 เนฟฟ์ลงทุนอย่างหนักในหุ้นฟอร์ด (FORD) ในขณะที่ทุกคนกลัวว่าบริษัทกำลังจะไปไม่รอด ขณะนั้นพีอี (P/E) ของบริษัทเท่ากับ 2.5 เท่า เขาซื้อหุ้นฟอร์ดในราคา 14 ดอลลาร์ต่อหุ้น ภายในสามปีราคาหุ้นขึ้นไปสูงถึง 50 ดอลลาร์ต่อหุ้น ทำผลตอบแทนได้สูงถึง 500 ล้านดอลลาร์ให้กับกองทุนที่เขาบริหาร

GYP ratio (Growth & Yield: P/E) = (Earnings Growth + Dividend Yield) / (P/E ratio) เนฟฟ์แนะนำให้เทียบอัตราส่วน GYP บนหุ้นและทั้งพอร์ตของนักลงทุนเทียบกับตลาด

เนฟฟ์จะใช้หลักการง่ายๆ เพื่อเลือกลงทุน 7 ประการดังนี้
1.อัตราส่วน P/E ต่ำ
2.อัตราการเติบโตของกำไรสูงกว่า 7% ขึ้นไป
3.มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และเพิ่มขึ้นตลอด
4.ผลตอบแทนที่ได้รับจะต้องสูงกว่าอัตราส่วนพี/อี (P/E)
5.ไม่เป็นธุรกิจที่ขึ้นลงตามรอบที่กำลังจะลง โดยปราศจากการลดลงของอัตราส่วนพี/อีที่ต่ำพอจนน่าลงทุน
6. เป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งในการสร้างการเติบโต
7. เป็นบริษัทที่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งเหมาะกับการลงทุน


การลงทุนที่ดีที่สุดคือการหาหุ้นดีๆ ที่กำลังทำจุดต่ำใหม่ ดูว่าที่มันลงนั้นลงเพราะข่าวร้ายหรือไม่ หากเราเห็นว่ามันเป็นบริษัทที่ดีที่บางครั้งราคาตกลง ให้เรานำหลักการทั้ง 7 ข้อมาประเมิน ถ้าใช่ก็เป็นโอกาสในการลงทุน

เนฟฟ์แนะนำว่าอย่าไล่ซื้อหุ้นที่มีการเติบโตสูงที่หลายคนสนใจ อัตราส่วนพี/อีที่สูงขึ้นจะผลักดันให้ราคาหุ้นสูงขึ้นจนถึงระดับที่น่าตกใจและเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้ตัวนักลงทุนเอง เขาบอกว่ามีเหตุผล 2 ประการในการตัดสินใจขายหุ้นคือหนึ่งพื้นฐานเริ่มเลวลงหรือสองราคาขึ้นมาสูงถึงจุดที่ต้องการแล้ว

เขาให้ความสำคัญกับอัตราส่วน GYP ในพอร์ตมากกว่า หากตลาดขึ้นสูงมากจนราคาหุ้นที่ต้องการสูงจนเกินไปก็ควรจะถือเงินสดไว้ ประมาณ 20% ของทุนทั้งหมดจนกว่าจะพบโอกาสดีอีกครั้งและโอกาสทำกำไรดีๆ มักจะเกิดหลังจากการตื่นตระหนก (Panic) ของตลาด
          ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=31005&s=2aaa0d2041dc22a6122dd2a75d409992

วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

แค่หกส่วนก็พอ

ที่กรุงไทเปมีผู้รับเหมาก่อสร้างคนหนึ่ง  เป็นคนหนุ่มที่ชาญฉลาดที่รู้กันทั้งวงการ  มีหัวการค้าเป็นเลิศ  ทำงานคล่องแคล่วว่องไว  พร้อมลุยงานหนัก...