วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ตะลุยญี่ปุ่นแบบเที่ยวเยอะ บินหรู อยู่สบาย กับงบสวย ๆ 3 หมื่นกว่า


Advertorial

โปรยหัวแบบนี้ไม่ได้มาขายทัวร์นะ 555 แต่จะมาชวนเพื่อน ๆ ไปเที่ยวเจแปนแดนอาทิตย์อุทัยกัน …

ต้องยอมรับว่า ณ นาทีนี้ไม่มีประเทศไหนที่จะร้อนแรงเท่าญี่ปุ่นอีกแล้ว เมื่อฟรีวีซ่าบวกกับค่าตั๋วจากสารพัดสายการบินที่กระหน่ำซัมเมอร์เซลกันไม่ได้หยุดหย่อน จะเหลือติดขัดอยู่เรื่องเดียว คือ มีงบจำกัด แต่อยากเที่ยวเยอะ ๆ นี่แหละจะทำไงดี …
บทความนี้จะแนะนำโปรแกรมท่องเที่ยวชมเมืองสุดฮิตช่วงหน้าหนาวในญี่ปุ่น โดยใช้งบสวย ๆ เพียง 3 หมื่นกว่าเท่านั้น เริ่มเก็บเงินตั้งแต่เดือนนี้ หาจังหวะจองตั๋วถูก ๆ แล้วเที่ยวกันต้นปีหน้าได้เลย
เหตุผลที่แนะนำให้ไปในช่วงต้นปีก็เพราะคนไทยมักพร้อมใจกันเที่ยวญี่ปุ่นช่วงเดือนเมษายนเพื่อไปชมซากุระบาน หรือไม่ก็ราวพฤศจิกายนไปจนถึงธันวาคมเพื่อชมใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งหากเดินทางในช่วงดังกล่าว ที่พักมักมีราคาแพงและหายาก … แต่รู้หรือไม่ว่า อีกฤดูของญี่ปุ่นที่ไม่ควรพลาดคือฤดูหนาวนี่แหละ บางคนอาจนึกถึงแต่เทศกาลหิมะที่ซัปโปโรโดยไม่รู้เลยว่าภาคกลางของญี่ปุ่นที่ไปง่าย ๆ นั้นสวยสะกดเหลือเกินในฤดูหิมะโปรยปราย เรียกได้ว่ากินกันไม่ลงเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับฤดูอื่น
แผนการเดินทางนี้จะพาไปเที่ยวภูมิภาค Chubu หรือภาคกลางของญี่ปุ่น โดยใช้ Shoryudo highway bus ticket แบบ 5 วัน ที่สามารถใช้แลกตั๋วรถไฟไปกลับสนามบินและนั่งรถบัสระหว่างเมืองหลักในภูมิภาคนี้ได้ในราคาสุดประหยัด … เส้นทาง “โชริวโด” หมายถึง “มังกรผงาด” ที่พาดผ่านแหล่งท่องเที่ยวระดับ highly recommended ซึ่งคัดมาเน้น ๆ ได้แก่ ชิราคาวาโกะ, ทาคายาม่า, มัตสีโมโตะ, คานาซาว่า และก็นาโกย่า ลองนับดูสิว่ากี่เมือง แต่ละแห่งเด็ด ๆ ทั้งนั้น เอาล่ะไปดูแผนการเดินของเรากันดีกว่า
Shoryudo-brochure

วันแรก เดินทางถึงสนามบิน Centrair เมือง Nagoya ช่วงเช้า

Japan-shoryudo-4
จากนั้นนำ highway bus ticket ที่ซื้อมาจากเมืองไทยแลกตั๋วรถไฟเดินทางเข้าเมืองนาโกย่า
Japan-shoryudo-3
ด้านบนของ highway bus ticket จะมีคูปอง 2 ใบใช้แลกตั๋วรถไฟไป-กลับ สนามบิน-เมืองนาโกย่า
เรามีเวลาที่นาโกย่าหนึ่งวันเต็ม ๆ เดินเล่นในเมืองให้เต็มที่ไปเลย … ทั้งนี้นาโกย่าเป็นอีกหนึ่งหัวเมืองสำคัญในภาคกลางของญี่ปุ่น โดยไม่ไกลจากสถานีรถไฟหลักเป็นย่าน shopping และมี highlight ที่ไม่ควรพลาดอาทิ Nagoya Tower, Oasis 21 และอย่าพลาดช็อปปิงที่ discount store ชื่อดัง DONKIHOTE
Japan-shoryudo-484 Japan-shoryudo-489 Japan-shoryudo-492 Japan-shoryudo-496

วันที่สอง เดินทางจากเมือง Nagoya สู่เมือง Matsumoto

เที่ยวเมืองและปราสาท Matsumoto (มัตสึโมโตะ)
ปราสาทมัตสึโมโตะเป็น 1 ใน 12 ปราสาทของญี่ปุ่นที่ยังคงสภาพดั้งเดิมและสวยงามมาก ตัวปราสาทใช้สีเข้มจึงได้รับฉายาว่าปราสาทอีกา
Matsumoto
credit The Official Tourism Site of Matsumoto, Nagano, Japan 

วันที่สาม เดินทางไปเที่ยว ฮิรายุออนเซ็น

การแช่ออนเซ็นช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี ยิ่งได้แช่บ่อกลางแจ้งที่รายล้อมด้วยธรรมชาติเป็นหุบเขาซึ่งถูกปกคลุมขาวโพลนด้วยหิมะ รับรองได้ว่านี่จะเป็นที่สุดของความผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจเลยทีเดียว
Hirayu
credit TripAdvisor
จากนั้นเดินทางต่อไปพักและเที่ยวที่ทาคายาม่า ..
ทาคายาม่า หรือ little Kyoto เป็นเมืองเก่าท่ามกลางเทือกเขาสูงที่ยังคงบรรยากาศแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม มีกิจกรรมให้ทำหลายอย่าง อาิทิ เดินชมตลาดเช้าริมแม่น้ำ, ช็อปปิงและชิมสาเกที่ย่านเมืองโบราณ ถ่ายภาพเก๋ ๆ กับสะพานแดงประจำเมือง
Japan-Chubu-Shoryudo-392Japan-Chubu-Shoryudo-394Japan-Chubu-Shoryudo-400Japan-Chubu-Shoryudo-416

วันที่สี่ เดินทางจากทาคายาม่าไปเที่ยวชิราคาวาโกะ

“ชิราคาวาโกะ” ชื่อนี้คนไทยรู้จักดีเพราะเป็นหมู่บ้านโบราณที่มีสถาปัตยกรรมเฉพาะจนได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก และด้วยทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ท่ามกลางหุบเขาสูง ในช่วงฤดูหนาวจึงมีหิมะปกคลุมไปทั่วเสมือนสวรรค์น้อย ๆ ที่ใคร ๆ ก็อยากมาเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิต
Japan-Chubu-Shoryudo-252Japan-Chubu-Shoryudo-291Japan-Chubu-Shoryudo-335
จากชิราคาวาโกะขึ้นบัสต่อไปพักที่เมืองคานาซาว่า

วันที่ห้า ช่วงเช้าเที่ยวสวน Kenroku-en ที่เมืองคานาซาว่า

Japan-Chubu-Shoryudo-105Japan-Chubu-Shoryudo-106
จากนั้นช่วงบ่ายเดินทางกลับมายังเมืองนาโกย่าและนั่งรถไฟไปสนามบินเพื่อกลับเมืองไทยไฟลท์ดึก
ทั้งนี้โปรแกรมการเดินทางระหว่างเมืองข้างต้น รวมถึงจากนาโกย่าไป-กลับสนามบิน จะใช้ Highway bus ticket ทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มเติมก็เฉพาะกรณีขึ้นรถบัสหรือ subway ภายในตัวเมืองเท่านั้น ซึ่งก็จ่ายเป็นเที่ยว ๆ ไปหรือจะเหมาแบบรายวันก็ได้ แต่ละเมืองก็มักจะมีขายในราคาประมาณ 500-700 yen

ดูแผนการเดินทางมาจนครบแล้ว ทีนี้มาดูกันว่า เที่ยวหนักขนาดนี้ใช้งบประมาณเท่าไหร่

งบประมาณ
  • ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพ-นาโกย่า หาจองในช่วงโปรโมชั่นน่าจะได้การบินไทยหรือสายการบิน full service อื่น ๆ ในราคาไม่เกิน 18500 บาท (ผมเช็คเล่น ๆ ของการบินไทย มีโปรแบบจองได้เลยตอนนี้ราคา 18500 เชื่อว่า จากนี้อีกหลายเดือนต้องมีโปรอื่น ๆ ที่ราคาดีกว่านี้แน่ ๆ) … นี่มันบินหรูเลยนะ ขอบอก!
    japan36000
  • ค่าอาหารวางไว้แบบกลาง ๆ วันละ 1000 บาทหรือราว 3000 yen ทั้งทริปรวม 5000 บาท ทานแบบเลิศๆ สลับธรรมดาได้ตลอดทริปไม่ต้องเหนียมเลย
  • ที่พักคืนละ 1500 บาท รวม 4 คืน 6000 บาท ราคานี้หาไม่ยากจนเกินไป และไม่ต้องลำบากถึงขนาดนอนห้องรวมและห้องน้ำแชร์ ถ้าเดินทางสองคนพักห้องคู่ยิ่งหาง่ายมากในงบต่อคนขนาดนี้
  • ค่าเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ เช่น วัด, ปราสาท, สวนสาธารณะ, ค่าฝากกระเป๋า รวมถึงค่ารถในเมืองบางเมือง วางไว้เผื่อ ๆ 1800 บาทน่าจะพอ
  • ค่า high way bus ticketแบบ 5 วัน ราคา 14,000 Yen หรือราว 4,700 บาท
    ในส่วนของตั๋ว Highway bus ticket ต้องซื้อที่เมืองไทยแล้วไปแลกเป็นตั๋วต่าง ๆ ที่ญี่ปุ่นคล้ายกับ JR pass
  • ค่า pocket wifi ไว้สำหรับ up facebook ให้เพื่อน ๆ like รัว ๆ วันละ 200 รวม 1000 บาท (จองโดยใช้ link นี้ และใส่ 9mot ลงในช่อง promotion code เพื่อให้ได้สิทธิ์ส่วนลดเหลือ 200 บาทจากราคาเต็ม 280 บาท สำหรับการใช้งานแบบไม่จำกัด)
    ทั้งหมดนี้รวมกันก็ยังไม่ถึง 37,000 เลย ถ้าใครมีงบเหลือก็แบ่งไป shopping หรือไว้ upgrade ที่พักหรือทานอาหารให้เลิศขึ้นไปอีกระดับ
สำหรับรีวิวการเดินทางจริงบนเส้นทาง Shoryudo ในฤดูหนาว โดยใช้เส้นทางและรูปแบบการเดินทางที่แตกต่างไปเล็กน้อย แต่มีข้อมูลการเดินทางอย่างละเอียด สามารถชมได้จากรีวิว “ฟู-ขาว-หนาว-อิ่ม ทริปสุดฟินกับหิมะบนเส้นทาง Shoryudo ของญี่ปุ่น”  ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อต่อยอดสำหรับผู้ที่อยากไปชมญี่ปุ่นในวันที่ปกคลุมไปด้วยหิมะกับงบประมาณที่ไม่สูงจนเกินไป

Tips สำหรับคนรักการเดินทางและโปรดปรานญี่ปุ่น

เห็นไหมว่าการวางแผนที่ดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง … นอกจากจัดเตรียมโปรแกรมล่วงหน้าแล้ว อะไรที่ประหยัดหรือลดภาระทางการเงินได้ก็ควรทำ อย่างพวกตั๋วเครื่องบินถ้าซื้อผ่านบัตรเครดิตได้จะดีมาก เพราะยืดระยะเวลาการใช้เงินสดออกไป แถมได้สะสมแต้มเพื่อเปลี่ยนเป็นของรางวัลต่าง ๆ ได้อีกในอนาคต
นอกจากนี้ในกรณีที่ถือบัตรเครดิตหลายใบ และมีแผนว่าจะนำไปใช้ในต่างประเทศ ให้เช็คดูว่า ใบไหนคิดอัตราค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินต่ำสุดก็ใช้ใบนั้นเมื่อต้องเดินทาง อย่างเช่นของธนาคารกรุงศรีฯ จะคิดค่าความเสี่ยงเพียง 2% ในขณะที่บางธนาคารอาจคิดสูงถึง 2.5%


ที่มา http://www.9mot.com/2016/05/affordable-luxury-chubu-japan-winter-trip/

The Sakura Memories … 8 วัน หากันจนเจอ




หลังจากตลอดเดือนเศษ ๆ ที่ผ่านมามีแต่ภาพของดอกซากุระจากญี่ปุ่นถูก feed ขึ้นมาเต็มหน้า time line … ตอนนี้คงพูดได้ว่าตลาดวายอย่างเต็มตัวแล้ว … เพื่อเป็นการส่งท้ายฤดูกาล เลยของรวบรวมความทรงจำเล็ก ๆ ของผมทริปตามหาซากุระที่ญี่ปุ่นในหลายหัวเมืองหลักของญี่ปุ่นมาบันทึกไว้ที่นี่ ทั้งวันเวลา, สถานที่, พิกัด รวมถึงข้อมูลการเดินทางเผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ที่จะเดินทางไปตามหาซะกุระในปีต่อ ๆ ไปครับ …
Sakura16
ทริปนี้ผมเดินทางระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 5 เมษายน 2559 โดยมีแผนจะเที่ยวโตเกียว, เกียวโต, โอซาก้า, นาโกย่า และชิซูโอกะ … สำหรับวันแรกของทริปเป็นการเดินทางล้วน ๆ จากภูเก็ต ไปต่อเครื่องที่สิงค์โปร์และถึงญี่ปุ่นในช่วงค่ำ ๆ ก็เลยไม่ขอนับวันแรกเข้ามาในบันทึกก็แล้วกัน ส่วนที่เหลืออีก 8 วันนั้นเที่ยวเต็ม ๆ ครับ … ตามไปดูบันทึกกันได้เลย
29 มีนาคม 59 – “ยังไม่ถึงเวลาสินะ”
วันนี้ผมมีแผนจะเดินทางจากโตเกียวไปยังเกียวโตในช่วงบ่าย ๆ เพราะตั้งใจเก็บโตเกียวไว้เที่ยวในวันท้าย ๆ ของทริป แต่เนื่องจากยังพอมีเวลาช่วงเช้าเหลืออยู่ จึงต้องหาที่เที่ยวสักแห่งหรือสองแห่งในโตเกียวเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปเปล่า ๆ … List ของจุดชมซากุระที่อยู่ติด ๆ สายรถไฟ JR ถูกเลือกมา 3 แห่งคือ Kumagaya ใกล้สถานี JR Kumagaya, Asukayama park ใกล้สถานี Oji และ Yanaka Cemetery ใกล้สถานี Nippori ซึ่งทั้งสามสถานีอยู่ในเส้นทางเดียวกันและค่อนข้างสะดวกในการเดินทางจากสถานี Tokyo ที่ผมฝากกระเป๋าเดินทางไว้ใน Locker และเป็นสถานีต้นทางไปสู่เกียวโตในช่วงบ่ายของวัน …
ระหว่างการเดินทางเข้าสู่ Tokyo ผมทำใจไว้แล้วว่าไม่ได้เห็นซากุระ Full bloom ในวันนี้แน่ ๆ เนื่องจากต้นซากุระริมทางยังแทบไม่โชว์ดอกสวย ๆ เลย มีเพียงบางต้นเป็นสายพันธุ์ซึ่งบานเร็วที่ดอกกำลังสวยเต็มที่ แต่ว่าจุดชมซากุระในแผนล้วนแล้วแต่เป็นสายพันธุ์ Yoshino ที่ยังไม่ถึงเวลา full bloom ทั้งสิ้น
หลังจากทำการเก็บกระเป๋าเดินทางไว้ใน locker แล้วก็ใช้ JR pass ขึ้น Shinkansen ออกไปยังเมือง Kumagaya ซึ่งใช้เวลาราว 40 นาที (อันที่จริงระยะทางไกลพอสมควร แต่งานนี้ Shinkansen ช่วยร่นเวลาได้เยอะเลย)
จากสถานีรถไฟ Kumagaya เดินเท้าสบาย ๆ ราว 400 เมตรก็จะถึงคันดินที่ปลูกซากุระเป็นแนวยาวต่อเนื่องกัน บริเวณถนนที่อยู่เลียบเนินดินเต็มไปด้วยร้านรวงที่มาขายอาหารและสินค้าต่าง ๆ ต้อนรับเทศกาลฮานามิซึ่งจะมีคนมานั่งพักผ่อนและทานอาหารกันใต้ต้นซากุระ .. เนื่องจากมีกระแสลมหนาวและฝนมาเยือนญี่ปุ่นช่วงอาทิตย์ก่อนที่ผมจะเดินทางมา ทำให้ซากุระซึ่งมีทีท่าบานเร็วกว่าทุกปี ออกอาการชะงักไม่ยอมผลิบานเต็มที่ตามที่หลายสำนักพยากรณ์ อย่างไรก็ตามก็ยังเห็นชาวญี่ปุ่นมานั่งทานอาหารกันอย่างมีความสุข เพราะถึงแม้ซากุระที่นี่จะบานราว 20% แต่ทุ่งดอกไม้สีเหลืองใต้ต้นซากุระกำลังออกดอกอย่างสวยงาม นี่ถ้าผมมาหลังจากนี้สัก 4-5 วันคงได้เจอภาพที่ตระการตาแน่ ๆ …
DSC_5383 DSC_5448 DSC_5454 DSC_5328
พิกัดของคันดินที่ปลูกซากุระ
36.1367532,139.3855378
สำหรับการติดตามสถานการณ์ของจุดนี้ผมใช้เวปด้านล่าง (ใช้ Google translate แปลเอา)
เวปของที่ว่าการเมือง Kumagaya https://www.city.kumagaya.lg.jp/kanko/matsuri/sakura_matsuri/kaika28.htmlblog ของ blogger ท่านหนึ่งที่น่าจะอาศัยอยู่ไม่ไกลจากที่นั่น http://plaza.rakuten.co.jp/miekomagic/
อันที่จริงตามแผนแล้ว ช่วงบ่ายผมอยากแวะที่ Asukayama park กับ สุสาน Yanaka แต่เนื่องจากโปรแกรมวันนี้ late ตั้งแต่ตอนที่ผมต้องไปต่อคิวแลก JR กว่า 1 ชั่วโมง กว่าจะจัดการเรื่องฝากกระเป๋าและเดินทางถึง Kumagaya ก็เที่ยงวันแล้ว ทำให้ต้องตัดสองที่หลังออกไปเนื่องจากเกรงว่าจะเดินทางไปถึงเกียวโตดึกจนเกินไป อย่างไรก็ตามผมนั่งรถไฟผ่านทั้งสองจุด เห็นซากุระบานอยู่พอสมควร บางต้นดูเหมือนจะมากกว่า Kumagaya เล็กน้อย แต่รวม ๆ แล้วผมว่าไป Kumagaya คุ้มกว่าเนื่องจากทุ่งดอกไม้สีเหลืองที่นั่นสวยจริงๆ
ช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันผมกลับมาเอากระเป๋าที่ฝากไว้ใน locker ในสถานีโตเกียวแล้วเดินทางต่อไปยังเกียวโต สำหรับเพื่อน ๆ ที่ใช้กระเป๋าใบใหญ่ ตามสถานีอาจหา locker ยากสักหน่อยนะครับ อย่างไรก็ตามที่สถานีโตเกียวมีห้องสำหรับฝากกระเป๋าโดยเฉพาะ ราคาเท่ากันเลย สามารถสอบถามได้จากเจ้าหน้าที่ประจำสถานีรถไฟครับ
30 มีนาคม 59 – surprise เล็ก ๆ
วันนี้ผมออกเดินทางออกจากที่พักในเมือง Kusatsu ชานเมืองเกียวโตราว 8 โมงเช้า โดยต้องมีการปรับแผนยกใหญ่เนื่องจากซากุระในหลาย ๆ จุดยังบานไม่เต็มที่ ผมจึงต้องโยกเอาสถานที่จำพวกวัดและศาลเจ้ามาไว้ในโปรแกรมวันแรกของเกียวโตก่อน เผื่อว่าอากาศที่ค่อย ๆ อุ่นขึ้นจะทำให้ซากุระบานมากขึ้นในวันถัด ๆ ไป ทั้งนี้ผมจะพักที่เกียวโต 3 คืนเพื่อเที่ยวรอบ ๆ เมืองรวมถึง day trip ไป Osaka ด้วย
จุดหมายแรกของวันนี้คือ Fushimi Inari Taisha หรือศาลเจ้าจิ้งจอกอินาริ ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่มีโทริอิแดงเยอะๆ นั่นเอง การเดินทางไปที่นี่ง่ายเพราะอยู่ห่างจากสถานีเกียวโตไปไม่กี่ป้ายและสามารถใช้ JR pass ได้ด้วย
เมื่อเดินทางถึงสถานีรถไฟ Inari เดินข้ามถนนไปก็เป็นทางเข้าศาลเจ้าเลย แน่นอนว่ามีนักท่องเที่ยวมากมาย เนื่องจากที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองเกียวโต นอกจากมาสักการะเทพเจ้าแล้วนักท่องเที่ยวเกือบทั้งหมดต้องการมาชมเสาโทริอิสีแดงที่เรียงตัวกันนับหมื่นต้นเป็นอุโมงค์ยาวนั่นเอง
ระหว่างทางเดินขึ้นไปยังอุโมงค์โทริอิ มีต้นซากุระที่กำลังบานให้เห็นพอชื่นใจอยู่ 2-3 ต้น จะว่าเป็นการเรียกน้ำย่อยก็คงพอได้
DSC_5552 DSC_5542
อันที่จริงอุโมงค์โทริอินั้นทอดยาวขึ้นไปบนเนินเขาเป็นระยะทางไกลมาก แต่ผมเดินไปถ่ายภาพถึงช่วงที่สองเท่านั้น เพราะยังมีวัดน้ำใสรออยู่ในโปรแกรมอีก …
DSC_5597DSC_5556
ขากลับผมเดินลงอีกทางหนึ่งเป็นตรอกที่มีร้านอาหารริมทางเยอะไปหมด และตัดสินใจทานข้าวเที่ยงกันที่ร้านอาหารดั้งเดิมบริเวณนั้น … เมนูแนะนำคือนกกระทาทอด รสชาติดีครับ ส่วนเมนูอื่นๆ ที่ผมว่าอร่อยคือข้าวหน้าปลาไหล ราคาก็นับว่าสูงพอสมควร และมีที่นั่งน้อยจึงไม่สามารถอ้อยอิ่งคุยกันได้ ทานหมดปุ๊ปพนักงานก็จะมาเฝ้า ๆ ประหนึ่งจะบอกว่าออกไปได้แล้วจ้า
ก่อนจะขึ้นกลับเข้าเกียวโตผมอ้อมไปเดินเล่นริมคลองหลังสถานีรถไฟ เพราะเห็นมีต้นซากุระริมน้ำ 2-3 ต้นกำลังเริ่มบาน จึงขอไปเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกหน่อย
DSC_5717 DSC_5741
(สำหรับพิกัดของศาลเจ้า Fushimi Inari คงไม่ต้องบอกเนอะ ใคร ๆ ก็รู้จัก ข้อมูลเต็มไปหมด)
ช่วงบ่ายวันนี้เป็นโปรแกรมเที่ยววัด Kiyomizu-michi หรือวัดน้ำใสที่คงไม่ต้องบอกพิกัดเช่นกัน … โดยผมซื้อตั๋วบัสแบบ one day นั่งสาย 100 ไปลงที่สถานีตรงปากทางเข้าวัด ช่วงเทศกาลแบบนี้คิวขึ้นรถบัสยาวมาก ๆ และเมื่อถึงแล้วจากป้ายรถบัสเดินไปยังวัดน้ำใสจึงไม่ต้องแปลกใจที่มีนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด จำนวนไม่น้อยที่สวมชุดกิโมโนสวยสดใส ให้ผมได้แอบเก็บภาพเป็นระยะ ไม่น่าเชื่อว่าเจอคนไทยหลายกลุ่มเช่าชุดกิโมโนไปถ่ายภาพด้วยเช่นกัน
ตอนไปถึงเขตวัดน้ำใส ผม surprise พอสมควรเพราะที่นี่เริ่มเห็นซะกุระบางต้นเกือบจะ full bloom แล้ว ยิ่งโดนแสงช่วงบ่าย ๆ ของวันแบบนี้เรียกได้ว่าสวยเลยล่ะ
DSC_5946 DSC_5851 DSC_5917
แม้นักท่องเที่ยวจะเยอะมาก แต่ในอีกมุมหนึ่งทำให้บรรยากาศดูคึกคักมากเป็นพิเศษ มองไปทางไหนก็มีแต่รอยยิ้มของผู้คนที่เดินทางมาเพื่อชื่นชมความงามและทำบุญที่วัดน้ำใส แห่งนี้
สำหรับซากุระในโซนด้านในนั้นยังบานไม่เต็มที่นัก จะว่าไปผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าต้นที่เห็นใบโกร๋น ๆ นั่นใช่ซากุระหรือเปล่า แต่แค่นี้ก็เพียงพอที่ทำให้ชื่นใจแล้วเพราะมาที่นี่ได้สัมผัสบรรยากาศแบบญี่ปุ่นจริง ๆ
DSC_6141 DSC_6168
31 มีนาคม 59 – สวยนะ แต่ยังไม่สุด
วันนี้ผมเดินทางไปเที่ยว Arashiyama ซึ่งอยู่ชานเมืองเกียวโต โดยนั่งรถไฟจากสถานี Kyoto ไปลงที่สถานี Umahori จากนั้นเดินย้อนกลับมาราว 500 ม.เพื่อขึ้นรถไฟายโรแมนติก Torokko Kameoka ไปยัง Arashiyama ที่เลือกนั่งย้อนลงไปเพราะต้องการเลี่ยงการต่อคิวยาว ๆ ที่ Arashiyama… แต่ที่ไหนได้ที่นี่ก็คนเยอะไม่แพ้กัน รอบที่ได้ต้องรอเกือบ 2 ชั่วโมงแถมเป็นตั๋วยืนด้วย ทำไงได้ก็ต้องยอมรอล่ะครับ
ทว่าข้อดีของการรอนานคือมีโอกาสได้ถ่ายภาพรถไฟที่กำลังเคลื่อนขบวนเข้าและออกจากสถานีสองรอบเลย และต้นซากุระสายพันธุ์สีชมพูที่ดอกย้อยเป็นพวงตรงสถานี Torokko Kameoka ก็กำลังบานสะพรั่งอยู่ในฉากหน้าของภาพพอดี เสียดายที่ต้นริมรางรถไฟยังไม่บานมิเช่นนั้นคงสวยงามสุด ๆ
DSC_6422 DSC_6449
เมื่อถึงรอบของผม ทำให้พบว่าการยืนบนขบวนรถไฟสาย Torokko Kameoka ไม่ได้แย่นัก เพราะคล่องตัวสามารถหันไปชมวิวหรือถ่ายภาพด้านไหนก็ได้ คนนั่งเสียอีกที่มองวิวอีกฝั่งค่อนข้างลำบาก อย่างไรก็ตามซากุระตามแนวรางรถไฟในวันนี้ยังไม่บานเลย คงเป็นเพราะอยู่ในทีร่มไม่ค่อยโดนแดดนั่นเอง จึงทำให้การนั่งรถไฟรอบนี้เป็นการชมวิวธรรมชาติของลำธารที่ไหลผ่านหุบเขามากกว่า
ผมลงรถไฟที่สถานี Arashiyama เพื่อลงไปเดินชมป่าไผ่ แน่นอนว่าในฤดูกาลท่องเที่ยวแบบนี้คนมากมายมหาศาล หากต้องการภาพป่าไผ่แบบไร้คนคงต้องมาถึงที่นี่ตั้งแต่ก่อน 8 โมงเช้า
DSC_6631 DSC_6641
จากป่าไผ่เดินลัดเลาะไปเรื่อย ๆ จะเข้าเขตเมืองซึ่งมีถนนสายหลักนำไปยังสะพานไม้ Togetsuka อันโด่งดัง… บรรยากาศทั่วไปที่ Arashiyama นั้นคึกคักไม่แพ้สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ของเกียวโต ริมทางเต็มไปด้วยร้านรวงที่ขายเปิดขายอาหารและของที่ระลึก … อ้อ อย่าลืมชิมไอศครีมโคนรสชาเขียว+ ซากุระนะ ได้บรรยากาศญี่ปุ่นสุด ๆ เลย
พอถึงสะพานไม้ Togetsuka ภาพเบื้องหน้าอีกฝั่งของแม่น้ำ Katsura มีซากุระหลายต้นกำลังบานสะพรั่ง มองไปทางภูเขามีดอกซากุระสีชมพูเต็มต้นแต่งแต้มอยู่เป็นหย่อม ๆ เช่นกัน …ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากมานั่งเล่นกันที่สวนริมแม่น้ำ บางส่วนเช่าเรือพายในแม่น้ำ เป็นภาพที่งดงามจริง ๆ
DSC_6711 DSC_6775 DSC_6787 DSC_6819
จะว่าไปหลายต้นที่นี่กำลังเข้าสู่ full bloom เพียงแต่ซากุระเหล่านี้ต้นยังไม่โตมากนัก จึงดูไม่ฟูฟ่องแบบซากุระในฝันของผม อย่างไรก็ตามผมเก็บภาพบรรยากาศที่นี่ไว้เยอะทีเดียว
ช่วงบ่ายของวัน ผมนั่งรถไฟกลับไปลงที่สถานี JR Emmachi แล้วต่อรถเมล์ไปลงที่ป้าย Kinkakuji-michi เพื่อไปชมวัดทอง คินคะคุจิ
ที่นี่แทบไม่มีต้นซากุระครับ แต่นักท่องเที่ยวแน่นขนัดไม่แพ้ที่อื่น ๆ เลย highlight ก็อย่างที่ทราบคือพลับพลาทองที่เคยเห็นในการ์ตูนอิ๊กคิวซังนั่นเอง … นอกจากนี้ยังมีของแถมเป็นนกกะเรียนที่กำลังทำเพลินกับการทำความสะอาดขนตัวเองอยู่ในสวนกลางน้ำด้วย น่ารักดีจริงๆ
DSC_6873 DSC_6921
ออกจากวัดทอง ผมเดินทางไปชมซากุระที่ Imperial palace ตามคำแนะนำของนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งเจอกันที่ร้านขายไอศครีม … กว่าจะเดินทางไปถึงก็ค่อนข้างค่ำแล้ว แต่ก็ยังพอมีแสงให้ได้สัมผัสกับต้นซากุระหลายสายพันธุ์ที่ส่วนใหญ่กำลังอยู่ในช่วงกำลังร่วงโรย ผมคิดว่าสายพันธุ์เหล่านี้บานมาสักระยะแล้ว ดังนั้นหากเพื่อน ๆ มาเที่ยวเกียวโตแล้วเป็นช่วงที่จุดอื่น ๆ ยังไม่บานแนะนำให้มาที่นี่ก่อนเลยครับ มีหลายต้นเลยที่สวยมากโดยเฉพาะพันธุ์ที่เป็นกิ่งย้อยลงสู่พื้นดิน
DSC_7029DSC_7043 DSC_7054
1 เมษายน 59 – ของขวัญเล็ก ๆ ในวันฝนพรำ
วันนี้เป็นวันที่ผมตัดสินใจลำบากมาก เพราะตามพยายากรณ์อากาศแล้วฝนจะตกทั่วภูมิภาค … แผนการเดินทางไปชมซากุระริมทางรถไฟสายเก่า keage และถนนสายนักปราชญ์ Philosopher’s Path ในเกียวโตจึงต้องล้มเลิกไป
ผมตัดสินใจเดินทางไป Osaka เพราะดูจากพยากรณ์แล้วฟ้าฝนที่โน่นดูจะแย่น้อยกว่าเกียวโต ซึ่ง Shinkansen ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาทีก็มานั่งดื่มกาแฟอุ่น ๆ ที่สถานี Shin Osaka ได้แล้ว … เป็นไปตามที่คาดการณ์ ฝนตกอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่หนักแต่คงไม่สะดวกที่จะไปเดินชมซากุระ ผมจึงให้เวลาสาว ๆ ได้ไปช็อปปิ้งกันเต็มที่ จนได้เวลาบ่ายแก่ๆ ฝนซาลงจึงนั่งรถไฟไปลงสถานี Sakuranomiya Station ซึ่งอยู่ติดกับสวน Kema Sakuranomiya ที่ปลูกซากุระตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำ และก็ไม่ผิดหวังครับเพราะซากุระเบ่งบานรอต้อนรับเราตั้งแต่ที่สถานีรถไฟเลย ออกจากสถานีมาก็เจอกับสวนที่ดอกซากุระกำลังเข้าสู่ Full bloom พอดี แม้จะมีฝนตกปรอย ๆ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคมากนัก จะว่าไปเจอฝนปรอยผมรู้สึกดีกว่าเจอคนเยอะซะอีก เพราะตอนนี้สวนโล่งมาก ๆ มีนักท่องเที่ยวมาเดินเล่นค่อนข้างบางตา
DSC_7152 DSC_7252 DSC_7282 DSC_7291 DSC_7160
ผมเดินถ่ายภาพมาเรื่อย ๆ จนถึงสถานี Osakajokitazume Station จึงตัดสินใจขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางกลับเกียวโต อันที่จริงจากที่นี่ไปยังปราสาท Osaka ก็ไม่ไกลแล้วแต่เวลาไม่อำนวยเพราะวันนี้ต้องเปลี่ยนที่พักไปยังเมือง Nagoya เกรงว่าจะไปถึงที่พักดึกเกินไป จึงต้องโบกมืออำลา Osaka พร้อม ๆ กับภาพประทับใจของสวน Kema Sakuranomiya แห่งนี้
พิกัดสวน Kema Sakuranomiya
34.70558, 135.5192
การเดินทางนั่ง JR ไปลงสถานี Sakuranomiya แล้วออกทาง west exit
2 เมษายน 59 – แล้วเราก็ได้พบกัน
แม้จะพักในเมือง Nagoya แต่แผนล่าซากุระของผมกลับมีจุดหมายอยู่ห่างตัวเมืองออกไป โดยต้องเดินทางด้วยรถไฟท้องถิ่น Meitetsu สาย Inuyama line เพื่อไปชมปราสาท Inuyama และต้นซากุระที่ปลูกเป็นแนวริมฝั่งแม่น้ำ
จาก Nagoya ผมนั่งรถไฟไปลงสถานี Inuyama-Yuen และอีกราว 100 เมตรก็จะถึงสะพานที่ใช้ข้ามไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำ จากจุดนี้สามารถมองเห็นตัวปราสาท Inuyama ที่ตั้งโดดเด่นอยู่บนเนินเขา และต้นซากุระที่ปลูกเป็นแนวยาวขนานไปกับแม่น้ำสวยงามมาก แม้วันนี้อากาศจะไม่ดีนักเพราะฟ้าขาว แต่ต้นซากุระที่กำลัง full bloom ก็ทำให้เรื่องอื่นเป็นเรื่องเล็กไปหมด … ในที่สุดผมก็ตามหาจนเจอ
DSC_7442 DSC_7360 DSC_7326
ผมกับเพื่อนๆ ใช้เวลาอิ่มเอมกับความสวยงามตรงหน้ากันนานมาก เก็บภาพความประทับใจกันอย่างเต็มอิ่ม กว่าจะเดินสุดถนนก็ใช้เวลาไปเป็นชั่วโมงทั้ง ๆ ที่ระยะทางน่าจะราว 500 เมตรเท่านั้น
ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการมาเที่ยว Inuyama รอบนี้ เรียกได้ว่าโชคดีหรือไม่เพราะนอกจากจะได้เจอซากุระแบบ Full bloom แล้ว ยังตรงกับวันที่ทางเมืองจัดเทศกาลแห่รถโบราณอันยิ่งใหญ่ มีผู้คนมาร่วมชมพิธีแน่นขนัด นับว่าเป็นบรรยากาศที่คึกคักมาก ๆ แต่อีกมุมหนึ่งคนก็เยอะจนจนผมไม่สามารถทนรอคิวขึ้นชมภายในปราสาท Inuyama ได้เพราะดูจากคิวแล้วคงรอเป็นชั่วโมง จึงได้แต่เพียงเก็บความประทับใจจากภายนอกเท่านั้น
DSC_7543 DSC_7664
ขากลับผมใช้เส้นทางเดินผ่านเมืองเก่า Inuyama ตัดไปยังสถานี Inuyama เพื่อขึ้นรถไฟย้อนกลับไปลงที่ สถานนี Iwakura อีกหนึ่งสถานที่ต้องแวะ
ที่ Iwakura ผู้คนพลุกพล่านเช่นกันโดยทุกคนมีจุดหมายเดียวกันคือมาชมความงามและสังสรรค์กันใต้ต้นซากุระ จากสถานีรถไฟเดินตามฝูงชนไปราว 500 เมตรก็ถึงแนวต้นซากุระที่ปลูกริมลำธาร
ภาพเบื้องหน้าทำให้ผมตื่นเต้น ลนลานหยิบกล้องขึ้นมารัวไม่ยั้ง เพราะซากุระทีนี่ฟูเต็มต้นหนาแน่นมาก แถมปลูกสองฝั่งของลำธารทำให้บรรยากาศงดงามสุด ๆ … และ Iwakura นี่แหละที่ทำให้ผมรู้สึกว่าได้มาถึงญี่ปุ่นในช่วงเทศกาลซากุระบานแล้วจริง ๆ
DSC_7737 DSC_7754 DSC_7746 DSC_7766
พิกัดแนวต้นซากุระที่ Inuyama
35.39202, 136.94554 … ลงรถไฟที่สถานี Inuyama-yen หรือ Inuyama ก็ได้
พิกัดซากุระริมธารที่ Iwakura
35.27993, 136.87708 … ลงรถไฟที่สถานี Iwakura
3 เมษายน 59 – สวยยกกำลัง 2
วันนี้จะต้องเดินทางออกจาก Nagoya … รู้สึกแปลก ๆ เหมือนกันที่ยังไม่ได้เที่ยวแหล่งชมซากุระใน list (สำรอง) ของ Nagoya เลย แต่ทำไงได้เวลามันจำกัด ผมจึงตัดสินใจเลือกที่จะไปเที่ยวชมสวนดอกไม้ที่เมือง Hamamatsu ในจังหวัด Shizuoka แทน …
การเดินทางใช้วิธีนั่ง Shinkansen จาก Nagoya มาลงสถานี Hamamatsu จากนั้นนั่งรถบัสซึ่งชานชลาอยู่หน้าสถานีรถไฟ ใช้เวลาราว 40 นาทีก็จะถึงสวนดอกไม้
ตามพยากรณ์อากาศแล้ววันนี้จะมีเมฆครึ้มสลับฝนตกทั้งวัน ผมเองก็ไม่ได้ตั้งความหวังไว้มากนัก อีกอย่างก็อิ่มเอมแล้วกับ full bloom ที่ Inuyama และ Iwakura แต่เหตุผลสำคัญที่เลือกเดินทางมาสวนดอกไม้แห่งนี้คือ “ดอกทิวลิป” ที่ผมทราบมาว่ากำลังบานเต็มที่ในช่วงนี้พร้อม ๆ กับซากุระ … แค่คิดผมก็ตื่นเต้นแล้วเพราะนี่จะเป็น Full bloom ยกกำลัง 2 เลย
ทันทีที่เดินผ่านประตูทางเข้า ดอกทิวลิปมากมายรอต้อนรับอยู่แล้ว … มีหลากสีหลายสายพันธุ์ให้ถ่ายภาพได้อย่างสนุกสนาน …
จากจุดนี้เดินตามเส้นทางที่รายล้อมด้วยสวนไม้ดอกไม้ประดับไปเรื่อย ๆ จะถึงโซนที่มีสวนดอกทิวลิปประดับคู่กับต้นซากุระ มีการจัดสวนทิวลิปไว้หลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่เป็นสีหวาน ๆ, สีตัดกัน หรือรวมสีสันสดใสไว้ด้วยกันใต้ต้นซากุระ เป็นภาพที่ผมฝันไว้เลยว่าอยากจะมาเห็นกับตาตัวเอง … และฝันเป็นจริงแล้ว
DSC_8061 DSC_8048 DSC_8071 DSC_8146 DSC_8239
ที่สวน Hamamatsu flower park แห่งนี้แม้จะมีคนมาเดินเที่ยวกันเยอะ แต่ด้วยบริเวณที่มีขนาดใหญ่ทำให้ไม่ถึงกับต้องเบียดเสียดกันเหมือนแหล่งชมซากุระใกล้เมือง สามารถเก็บภาพมุมงาม ๆ ได้มากมาย
ผมกับเพื่อนๆ ในเวลาเดินชมสวนแบบช้า ๆ ภายใต้อากาศแบบครึ้ม ๆ สลับกับแดดที่แพลม ๆ ออกมาให้เก็บความสดใสของดอกไม้ได้บ้าง ผมใช้เวลาที่นี่ราว 3 ชม.เศษก็เดินทางกลับไปยังสถานีรถไฟเพื่อมุ่งตรงสู่โตเกียว
พิกัด Hamamatsu flower park 34.76267, 137.63211
การเดินทางไปสวนดอกไม้
ออกจากสถานีรถไฟ hamamatsu แล้วเดินออกไปที่ทางออกด้านทิศเหนือ จะมีป้ายบอกทางไปbus station รอที่ชานชลา 2 นั่งรถสาย 30 หรือ 36 ค่ารถ 560 yen ใช้เวลาเดินทางราว 40 นาทีลงที่สถานี flower park ซึ่งอยู่หน้าสวนเลย
4 เมษายน 59 – ของแถมที่โตเกียว
จริง ๆ แล้วผมมี list ของจุดชมซากุระในโตเกียวเยอะมาก แต่เนื่องจากวันนี้พยากรณ์อากาศบอกว่าจะมีเมฆครึ้มสลับฝนตลอดวัน ผมจึงตัดสินใจไปชมเพียง 2 จุด จุดแรกคือสวน Showa Kinen อยู่ชานเมืองโตเกียว
สวนแห่งนี้มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ ถ้าจะเดินให้ทั่วคงต้องใช้เวลาเกือบทั้งวันเลยทีเดียว แต่ผมมาถึงเอาหลังเที่ยงแล้วเพราะนั่งดื่มกาแฟรอให้ฝนซาซะเป็นชั่วโมง …
ผมค่อย ๆ เดินชมสวนไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่มีซากุระหลายสายพันธุ์กำลังเบ่งบานเต็มที่ริมสองฝั่งคลองขนาดใหญ่ ที่ดูแปลกตากว่าจุดอื่น ๆ ก็เพราะมีทั้งดอกที่เป็นสีขาว, สีชมพู รวมถึงดอกไม้พันธุ์อื่นสีเหลืองสดใสมาแซมด้วย
DSC_8364 DSC_8397 DSC_8399
ถัดไปใกล้ ๆ กันเป็นกลุ่มต้นซากุระขนาดใหญ่ที่ปลูกบนเนินดินเตี้ย ๆ กิ่งของแต่ละต้นโน้มลงมาถึงพื้นดินทำให้ได้สัมผัสกับซากุระกับแบบใกล้ชิดเลยทีเดียว
DSC_8472
เส้นทางในสวนนำไปยังอีกส่วนหนึ่งของสวนที่มีการปลูกทิวลิปประดับคู่กับต้นซากุระ เสียดายที่ดอกทิวลิปที่นี่ยังบานไม่ถึง 50% เลยไม่สวยเท่าที่ควร
DSC_8586 DSC_8582 DSC_8601
อันที่จริงมีจุดอื่นๆ ที่สวยงามมากในสวนแห่งนี้ แต่เนื่องจากเวลามีจำกัดจึงต้องอำลาสวนแห่งนี้ จากนั้นเดินทางย้อนไปเดินเที่ยว Inokashira park
บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากจุดก่อน ๆ เพราะซากุระอยู่ริมบึงขนาดใหญ่ นอกจากจะอยู่ในช่วง full bloom แล้ว กิ่งที่เต็มไปด้วยดอกยังโน้มลงไปจนถึงผิวน้ำ เป็นภาพที่สวยงามมาก … อีกอย่างที่ทำให้ Inokashira คึกคักก็เพราะคนญี่ปุ่นจำนวนมากเช่าเรือมาพายและปั่นกันในบึงเต็มไปหมด บางคนมาเป็นคู่โรแมนติกจริง ๆ
DSC_8620 DSC_8637 DSC_8692
พิกัดสวน Showa Kinen 35.71249, 139.39439
นั่งรถไฟ JR ลงที่สถานี Nishitachikawa จะถึงประตูเข้าสวนเลย
พิกัดสวน Inokashira 35.69974, 139.57319
นั่งรถไฟ JR ลงสถานี Kichijoji แล้วเดินไปสวนระยะทางราว 300-400 เมตร
5 เมษายน 59 – ซาโยนาระ เจแปน
กำหนดการวันนี้คือพาสาว ๆ ในกลุ่มไป shopping กัน หลังจากที่อิ่มเอมกับซากุระกันมาหลายวันแล้ว เริ่มตั้งแต่ Shibuya ต่อด้วย Ueno ก่อนที่จะเดินทางไปสนามบินช่วงค่ำเพื่อเดินทางกลับ … เป็นการปิดบันทึกความทรงจำอีกครั้งหนึ่งของผมที่เต็มไปด้วยภาพแห่งความประทับใจ …
นอกจากข้อมูลสถานที่แล้วขอเพิ่มข้อมูลอื่น ๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ให้ด้วยครับ
การเดินทาง
สายการบิน
ทริปนี้เดินทางจากภูเก็ตสู่ญี่ปุ่นด้วยสายการบิน Singapore airline โดยช่วง Phuket-Singapore ใช้สายการบินลูก SILK air นับว่าสะดวกสบายไม่แตกต่างจากการไปต่อเครื่องที่กรุงเทพฯ ส่วนราคาตั๋วไป-กลับทั้งหมดก็นับว่าคุ้มค่าทีเดียวสำหรับราคา 15,5xx บาท (จากภูเก็ต) ซึ่งได้บริการแบบ full service
การเดินทางระหว่างท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
ใช้ JR pass แบบ all area 7 วัน เพื่อเดินทางระหว่างเมืองใหญ่ Tokyo-Kyoto-Osaka-Nagoya รวมถึงเมืองรองบางเมืองและจุดท่องเที่ยวบางแห่งที่มีรถไฟสาย JR ผ่าน … นอกจากนี้ต้องซื้อตั๋วเพิ่มเติมบ้างได้แก่
เกียวโต
– ตั๋วรถบัสในเกียวโตแบบ 1 วันไม่จำกัดเที่ยว
– ตั๋วรถไฟสายโรแมนติก Torokko Kameoka ที่ Arashiyama
โตเกียว
– ตั๋ว subway แบบ 1 วัน
– ตั๋ว monorail ไปสนามบิน Haneda
นาโกย่า
– ตั๋วรถไฟ Meitetsu line ไปยัง Inuyama และ Iwakura
– ตั๋ว subway (จากสถานีรถไฟไปที่พัก)
Shizuoka
– ตั๋วรถบัสจาก Hamamatsu ไปยัง Flower park
แผนที่ของทริป ซึ่งมีจุดชมซากุระทั้งหมด บางส่วนผมทำไว้แต่ไม่ได้เดินทางไป
https://drive.google.com/open?id=1Hx2l71QyxEhrn1peWCt33QIq8VQ&usp=sharing
WIFI
ใช้บริการ Samurai WIFI ตลอดทริป ใช้งานได้ครอบคลุมพื้นที่เดินทางทั้งหมดของทริป ความเร็วในการ upload และ download รวดเร็ว นอกจากนี้มีการใช้ internet free ของที่พักหรือร้านอาหาร ทั้งนี้เขตสนามบินหรือสถานีรถไฟหลักของเมืองใหญ่ ๆ จะมี Free WIFI ให้บริการด้วยเช่นกัน
ที่พัก
ครั้งนี้ใช้บริการกับ airbnb สำหรับคืนแรกที่ apartment เล็ก ๆ ใกล้สนามบิน เพราะต้องการราคาประหยัดเนื่องจากนอนไม่กี่ชั่วโมงหลังจากลง flight ดึก … ใน apartment มี 2 ห้องนอน มีฟูกนอนพื้นได้ห้องละ 4-5 คน ห้องน้ำรวม โดยรวมสะอาดดีและอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ นอกจากนี้ host สื่อสารอำนวยความสะดวกตลอด แม้จะไม่ได้มาต้อนรับด้วยตัวเอง
https://www.airbnb.com/rooms/10301208 ใครยังไม่เป็นสมาชิก airbnb ก็สมัครผ่าน link ด้านล่างนี้จะได้รับเครดิต 700 บาทในการจองที่พักครับ www.airbnb.com/c/tkingkaeo?s=8
เกียวโต
ผมเลือกพักที่เมืองเล็กๆ ชานเมืองเกียวโต เพราะที่พักใจกลางเมืองค่อนข้างแพง แล้วนั่งรถไฟ JR ระหว่างเมืองซึ่งใช้เวลาราว 20 นาที
โรงแรมนี้ห่างจากสถานีรถไฟราว 800-900 เมตร หากกระเป๋าหนักก็ไม่สะดวกนัก แต่ถ้าพอลากไหวก็นับว่า ok ส่วนห้องพักนั้นกว้างขวาง เมืองที่ตั้งของโรงแรมไม่พลุกพล่านนัก โดยรอบมีร้านอาหารเยอะพอสมควร (แต่ผมไม่ได้ลองทาน) ชื่อโรงแรม Hotel 21 ตั้งอยู่ที่เมือง Kusatsu ครับ
นาโกย่า
ที่นี่ผมพักใจกลางเมืองที่ย่าน Sakae โรงแรมชื่อ UNIZO INN ตกแต่งทันสมัยห้องพักสะอาดใกล้สถานีรถไฟ นอกจากนี้ยังอยู่แทบจะตรงข้ามกับร้านขายของฝากชื่อดัง donquijote ที่เปิด 24 ชั่วโมงด้วย
โกเตียว (รอบสอง)
2 คืนสุดท้ายผมกลับมานอนโตเกียวอีกครั้งที่โรงแรม Super Hotel Lohas ในย่าน Akasaka อยู่ห่างจากสถานี Subway Akasaka ไม่ไกล มีบริการบ่อน้ำร้อนฟรีด้วย (แต่ผมไม่ได้ลองใช้บริการ) … ห้องพักทันสมัยสะดวกสบายเช่นกันครับ
งบประมาณ
ดูเรื่องเที่ยวไปแล้ว คราวนี้มาดูเรื่องงบประมาณกันบ้างครับ (เป็นค่าเฉลี่ยต่อคนนะครับ โดยหารกัน 4 คน)
ก่อนเดินทาง
ค่าตั๋วเครื่องบิน ภูเก็ต-สิงค์โปร์-โตเกียว-สิงค์โปร์-ภูเก็ต ของสายการบิน Singapore airline 15,500 บาท
ค่าตั๋ว JR pass 7 วัน all area 8,500 บาท
ระหว่างเดินทาง
ที่พัก 8 คืน คนละ 14,000 บาท
อาหารตลอดทริป คนละ 8,500 บาท
ค่าเดินทาง (ตั๋ววัน, ตั๋วรถไฟ, รถบัส) 2,200 บาท
Locker ฝากของ 600 บาท
ค่าเข้าชมสถานที่ 900 บาท
รวม ๆ แล้วตกประมาณคนละ 50,200 บาท ซึ่งก็นับว่าไม่ถูกไม่แพงครับสำหรับเที่ยวญี่ปุ่น 8 วันเต็ม ๆ แบบนี้ … หวังว่าข้อมูลทั้งหมดคงเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ที่วางแผนไปชมซากุระในปีต่อ ๆ ไปนะครับ


ที่มา http://www.9mot.com/2016/05/the-sakura-memories/

แค่หกส่วนก็พอ

ที่กรุงไทเปมีผู้รับเหมาก่อสร้างคนหนึ่ง  เป็นคนหนุ่มที่ชาญฉลาดที่รู้กันทั้งวงการ  มีหัวการค้าเป็นเลิศ  ทำงานคล่องแคล่วว่องไว  พร้อมลุยงานหนัก...