หากเทรดได้ ทุกครั้ง อย่างที่คิด
ชั่วชีวิต เอาเงินทอง กองตรงไหน
เทรดได้บ้าง เสียบ้าง ไม่เป็นไร
มีวินัย ในการเทรด นั้นเป็นพอ
วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555
วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2555
สูดไอเย็นให้ฉ่ำปอด ชมทะเลหมอกเพลิน ๆ ณ ห้วยน้ำดัง
หากมีโอกาสไปเยือนเมืองแสนสุขอย่าง "เชียงใหม่" จังหวัดที่มีพร้อมเสร็จสรรพ ทั้งธรรมชาติที่งดงาม ที่พักสวย ๆ ประเพณีและวัฒนธรรมล้านนาที่ยังคงมีให้เห็นอยู่เสมอ และวันนี้กระปุกท่องเที่ยวจะพาไปลั้ลลาอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ใครไปเห็นแล้วต้องร้อง...ว้าว! นั่นก็คือ "ห้วยน้ำดัง" โดยเฉพาะบริเวณจุดชมวิวบริเวณห้วยน้ำดัง (ดอยกิ่วลม) ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงามและมีชื่อเสียงมาก
"ห้วยน้ำดัง" หรือ "อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง" ตั้งอยู่บนเทือกเขาถนนธงชัย มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 179.5 ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาและภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีลำห้วยน้อยใหญ่มากมาย และในฤดูหนาวอากาศเย็นมาก ส่วนฤดูร้อนอากาศก็เย็นสบาย
และสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นไฮไลท์ของ "ห้วยน้ำดัง" ก็คือ จุดชมวิวดอยกิ่วลม ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติส่วนกลาง (เอื้องเงิน) เพราะเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงามมากที่สุด อาจเพราะในช่วงเช้าตรู่นอกจากพระอาทิตย์ที่ค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาทักทายแล้ว ในช่วงฤดูหนาวทะเลหมอกสีขาวโพลนอันกว้างใหญ่ไพศาลก็มักออกมาอวดโฉมต้อนรับนักท่องเที่ยวเช่นกัน อีกทั้งในยามท้องฟ้าเปิดและแจ่มใสจะมีทัศนียภาพที่สวยงามและหลากจินตนาการ ของทิวเขาที่สลับซับซ้อนของยอดดอยเชียงดาว (ดอยหลวงเชียงดาว) ที่มีความสูงประมาณ 2,175 เมตรจากระดับน้ำทะเลนอกจากนี้ บริเวณ "ดอยกิ่วลม" ยังเป็นที่ตั้งของพระตำหนักเอื้องเงิน ซึ่งเป็นอาคารทรงชาเลย์ที่กรมป่าไม้สร้างถวายสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาฯ ภายในบริเวณโดยรอบพระตำหนักมีการออกแบบภูมิทัศน์ที่ประกอบด้วยพืชประจำถิ่น เช่น กล้วยไม้ "เอื้องเงินหลวง" ที่ออกดอกสะพรั่งในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคมสวัสดีค่ะ วันนี้จะพาไปเที่ยวรับไอเย็น ๆ กับชมทะเลหมอกที่ห้วยน้ำดังค่ะ ทริปนี้เป็นทริปกระทันหัน เนื่องจากว่า...มีเพื่อนใน FB คนหนึ่งขับรถจากกรุงเทพฯ มาเชียงใหม่เพื่อมาถ่ายรูปโดยเฉพาะ หลังจากนัดกันที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. ตีสามเพื่อให้ทันแสงเช้า เราไปถึงที่นั่นประมาณตีห้ากว่า ๆ คิดว่าไม่มีคน ที่ไหนได้มีรถมาจอดรอตั้งหลายคัน สภาพอากาศเช้านั้นดีมาก เห็นดาวเต็มท้องฟ้า อยากจะถ่ายดาวหมุนอยู่เหมือนกัน แต่เวลาคงไม่พอแน่ ๆ พอเกือบ ๆ จะหกโมงเช้าก็เริ่มมีแสงสวย ๆ กับทะเลหมอกสวยมาก ไปห้วยน้ำดังก็หลายรอบยังไม่เคยเห็นหมอกสวย ๆ แบบนี้เลยค่ะ ยืนตกตะลึงอยู่สักพัก ก็รีบกุลีกุจอกางขาตั้งกล้องแล้วก็กดมาแบบมั่ว ๆ ค่ะระหว่างที่รอพระอาทิตย์ขึ้น ก็ชมทะเลหมอกไปก่อน ตั้งกล้องก็แบบมั่ว ๆ กดมาก็แบบมั่ว ๆ ดูจากหลังกล้องก็ไม่ค่อยถูกใจนัก ถ่ายไปก็ปรับไปค่ะ แหะ ๆ เลือก ๆ มาเหลือที่ดูได้ไม่กี่รูปเองค่ะพอหกโมงกว่า ๆ พระอาทิตย์ก็เริ่มจะโผล่ขึ้นมา คนที่มารอชมต่างก็พากันลุ้นว่าจะสวยไหม ช่วงนี้พระอาทิตย์ยังไม่เป็นไข่แดง แอบเสียดายอยู่เหมือนกันค่ะพระอาทิตย์กับทะเลหมอกค่ะ มัวแต่เปลี่ยนเลนส์กับปรับกล้อง พระอาทิตย์ก็โผล่มาซะก่อนสักพักพระอาทิตย์ก็เจอเมฆบัง แอบลุ้นว่าจะมีแบบแสงเทพบ้างไหม ผิดหวังเล็กน้อยค่ะใครก็ไม่รู้ค่ะ วางกล้องทิ้งไว้ ชมทะเลหมอกดีกว่า อิอิแดดเริ่มมาล่ะค่ะ เดินขึ้นไปข้างบนไปหามุมใหม่ดีกว่าค่ะย้ายหามุมที่ยังไม่เคยถ่ายมั่งค่ะเปลี่ยน FG จากเสี้ยนฝรั่งมาเป็นซัลเวียค่ะมุมกว้าง ๆ อีกนิดค่ะ ทะลหมอกที่เป็นเหมือนคลื่น พอสาย ๆ หน่อยหมอกก็เริ่มจะฟุ้ง ๆ ลอยตัวขึ้น ดอยหลวงเชียงดาวก็พลอยหายลับไปกับสายหมอกด้วยหันกลับไปด้านหลังฟ้ากับเมฆสวยมากค่ะลาด้วยรูปนี้ค่ะ ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนท์นะคะ ให้คำแนะนำด้วยก็ดีค่ะ จะได้นำไปปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้น
การเดินทาง
จากอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ มาตามเส้นทางหลวงหมายเลข 107 และเข้าทางแยกซ้ายมือที่ตลาดแม่มาลัย อำเภอแม่แตง ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 1095 สายแม่-มาลัยปาย จนถึงช่วงหลักกิโลเมตรที่ 65 - 66 มีทางแยกขวามือ ซึ่งมีป้อมยามตั้งอยู่ทางเข้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร เดินทางต่อไปอีก ระยะประมาณ 3 กิโลเมตร ก็จะถึงจุดชมดอยกิ่วลมที่มา:Kapook
วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
5 สถานที่ฮันนีมูน ที่คู่รักใฝ่ฝันอยากไปสัมผัส
5 สถานที่ฮันนีมูน ที่คู่รักใฝ่ฝันอยากไปสัมผัส (Bride Magazine)1. Maldives : A Paradise On Earthอันดับ 1 ของสถานที่ Honeymoon ที่คู่รักใฝ่ฝัน ได้แก่ เกาะสวาทหาดสวรรค์ "มัลดีฟส์" ซึ่งเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่มีพื้นที่ประกอบด้วย หมู่เกาะปะการังจำนวนมากท่ามกลาง น้ำทะเลสวยใสในมหาสมุทรอินเดีย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอินเดียและศรีลังกา ภาพรีสอร์ทรูปกระท่อมกลางน้ำเชื้อเชิญให้คู่รักอยากจะไปใช้เวลาเพื่อฮันนีมูนแสนหวานราคาของการบินไป-กลับก็มีตั้งแต่ 9,500++ ไปจนถึง 26,000++ บาท2. Italy : A Romantic Country of All Timeอันดับที่ 2 ของสถานที่ Honeymoon แสนหวานยังคงมีรายชื่อของ "ประเทศอิตาลี" เมืองสำคัญที่มีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ตั้งแต่สมัยโบราณ และมีเมืองที่น่าท่องเที่ยวมากมาย อาทิเช่น ล่องเรือกอนโดลาในเมืองเวนิช เดินช้อปปิ้งใน "มิลาน" ชมประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่แห่ง "โคลอสเซียม" ของอาณาจักรโรมันในกรุงโรม วิจิตรอลังการกับ "น้ำพุเทรวี" และ "วิหารเซนต์ปีเตอร์"ราคาตั๋วเครื่องบินไป-กลับเมืองแห่งฝันนั้น เริ่มต้นที่ 23,000++ ไปจนถึง 48,000++ บาท3. France : Heaven of Fashion & Art Loversอันดับที่ 3 "ประเทศฝรั่งเศส" ดินแดนแห่งศิลปะและศูนย์รวมแฟชั่นชั้นสูงที่สำคัญของโลก ที่ซึ่งเหมาะกับคู่รักที่รักในศิลปะเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะในเมืองปารีส คู่รักต้องไม่พลาดที่จะถ่ายรูปที่ "หอไอเฟล" กับ "ประตูชัยฝรั่งเศส" ช้อปปิ้งที่ "ถนนชองป์เอลิเซ่" แล้วแวะไปชม "พิพิธภัณฑ์ลูฟร์" ตามรอยหนังเรื่อง The Davinci’s Code สัมผัสสัญลักษณ์ที่สุดแห่งความหรูหราของ "พระราชวังแวร์ซายส์" และอย่าลืมที่จะล่องเรือ "บาโต มูช" สุดแสนโรแมนติกผ่านเส้นทางและสถานที่สำคัญ ๆ ทั้งหอไอเฟล, มหาวิหารนอร์ธเทอดาม, สะพานอเล็กซานเดอร์ที่ 3 และพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ราคาตั๋วเครื่องบินไป-กลับฝรั่งเศส เริ่มต้นที่ 15,000++ ไปจนถึง 50,000++ บาท4. Japan : Country of The Sun
อันดับที่ 4 ของการเดินทางไปฮันนีมูนสุดหวาน ได้แก่ แดนอาทิตย์อุทัยอย่าง "ประเทศญี่ปุ่น" ประเทศซึ่งมีสถานที่ให้ท่องเที่ยวมากมายหลากหลายรูปแบบ ทั้งในแบบทันสมัยสุด ๆ เช่น ในโตเกียวที่มีห้างสรรพสินค้าและร้านค้าตั้งเรียงรายกันหนาแน่น ทั้งย่านฮาราจูกุ ชินจูกุ แต่ถ้าอยากสัมผัสความโรแมนติกอย่างแท้จริงคู่รักหลาย ๆ คู่ก็มักจะออกไปชมธรรมชาติที่สวยงามของประเทศญี่ปุ่นมากกว่า อาทิเช่น ล่องเรือใน "ทะเลสาบอาชิ" เที่ยวชมพูเขาไฟฟูจิ สัมผัสฤดูใบไม้เปลี่ยนสี หรือชมสวนซากุระเบ่งบาน ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลที่ "วัดโทไดจิ วัดคิโยมิสึ และวัดอะซะกุซ่า" หรือกลับไปสนุกแบบวัยเด็กอีกครั้งใน "ดิสนีย์แลนด์"ราคาตั๋วเครื่องบินไป-กลับ เริ่มต้นที่ 12,000++ ไปจนถึง 45,000++ บาท5. USA : The Land of Freedomอันดับที่ 5 เป็นสถานที่ที่คู่รักหัวสมัยใหม่ชื่นชอบและอยากจะไปฮันนีมูนมากที่สุด "ประเทศสหรัฐอเมริกา" เป็นอีกประเทศที่มีความหลากหลายทางด้านภูมิประเทศและอากาศที่เย็นสบาย เชื้อเชิญให้พวกเราอยากไปใช้ชีวิตแบบในหนังรักฮอลลีวูดสักช่วงหนึ่งของชีวิต สถานที่ที่คู่รักนิยมไปก็ได้แก่ "น้ำตกไนแองการา" อันทรงพลัง, "Golden Gate Bridge" ในซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นสะพานแขวนที่ใหญ่ที่สุดในโลก, "แกรนด์ แคนยอน" อนุรักษ์สถานอันเป็นความมหัศจรรย์จากฝีมือธรรมชาติโดยแท้ บางคู่ที่ชอบชีวิตแบบในเมืองก็นิยมท่องเที่ยวในนิวยอร์ก เดินผ่าน "ตึกเอ็มไพร์สเตท" ถ่ายรูปกับ "เทพีแห่งเสรีภาพ" หรือจะไปสวีทหวานแบบสนุกสนานใน "วอลท์ดิสนีย์แลนด์" สวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ "โรงถ่ายยูนิเวอร์แซล" ก็ล้วนแล้วแต่เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจยิ่ง
ราคาตั๋วเครื่องบินไป-กลับ เริ่มต้น 22,000++ ไปจนถึง 110 ,000++ บาทที่มา:Kapook
เผยอาชีพเงินเดือนสูงสุด-ต่ำสุดของนักศึกษาจบใหม่
เผยอาชีพเงินเดือนสูงสุด-ต่ำสุดของนักศึกษาจบใหม่ ธุรการได้น้อยสุด เพียง 9,311 บาท ขณะที่ แพทย์จบใหม่ ได้เงินเดือนสูงสุด 51,285 บาท
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ "อาชีพที่ได้เงินเดือ
นสูงสุดและต่ำสุดของนักศึกษาจบใหม่" ซึ่งระบุ 4 อาชีพของนักเรียนจบใหม่ที่ได้เงินเดือนมากสุด และ 5 อาชีพที่ได้เงินเดือนต่ำสุด ดังนี้
5 อันดับ อาชีพที่ได้เงินเดือนต่ำสุด ของ "กลุ่มนักศึกษาจบใหม่" ได้แก่
อันดับที่ 1 เจ้าหน้าที่ธุรการ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 9,311 บาท
อันดับที่ 2 นักประชาสัมพันธ์ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 9,719 บาท
อันดับที่ 3 นักทรัพยากรบุคคล เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 10,115 บาท
อันดับที่ 4 นักบัญชี การเงิน เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 10,174 บาท
อันดับที่ 5 นักโภชนาการ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 11,361 บาท
4 อันดับ อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงสุด ของ "กลุ่มนักศึกษาจบใหม่" ได้แก่
อันดับที่ 1 แพทย์ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 51,285 บาท
อันดับที่ 2 ทันตแพทย์ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 48,359 บาท
อันดับที่ 3 เภสัชกร เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 17,389 บาท
อันดับที่ 4 สถาปนิก เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 15,756 บาท
วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ชาย 10 คน กับการจ่ายค่าเบียร์
ที่มา http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=37909
ในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในอเมริกา
ทุกๆวันจะมีชาย 10 คน ไปกินเบียร์ที่บาร์แห่งหนึ่ง
และค่าเบียร์จะอยู่ที่ 100 ดอลลาร์เท่ากันทุกวัน
ชายสี่คนแรก เป็นคนที่จนที่สุดในกลุ่มจึงไม่ต้องเสียค่าเบียร์
ชายคนที่ 5 จ่ายเพียง $1
คนที่ 6 จ่าย $3
คนที่ 7 จ่าย $7
คนที่ 8 จ่าย $12
คนที่ 9 จ่าย $18
คนที่ 10 ซึ่งเป็นคนที่รวยที่สุดในกลุ่ม จ่าย $59
เวลาผ่านไป หนึ่งเดือน ...สองเดือน พวกเขาก็ยังมาเป็นประจำทุกวัน
วันหนึ่ง เจ้าของร้านก็บอกข่าวดีกับพวกเขาว่า เนื่องจากพวกเขาเป็นลูกค้าที่ดีมาตลอด
เขาจึงอยากจะลดค่าเบียร์ให้ $20 เป็น $80
ชายทั้ง 10 ดีใจมาก ที่ต้องจ่ายค่าเบียร์ลดลงเหลือเพียง $80
อย่างไรก็ตาม การลดราคาครั้งนี้ ก็ไม่ได้กระทบกับชายสี่คนแรกอยู่ดี
เพราะในราคาปกติ พวกเขาก็ไม่ต้องจ่ายอยู่แล้ว...
แล้วชายอีกหกคนที่เหลือหละ??? พวกเขาจะหารส่วนลด 20 ดอลลาร์ยังไง
ชายคนนึงเสนอว่า ให้หารเท่าๆกันเพื่อ “ความยุติธรรม”
20 ดอลลาร์ หาร 6 คือ 3.33 ...
แต่ว่า ถ้าหากลดให้ทุกๆคน คนละ 3 ดอลลาร์
ชายคนที่ 5 และ 6 ก็จะไม่ต้องเสียอะไรเลย
นั่นหมายถึงว่า ชายสิบคนที่มากินเบียร์ มีเพียง 4 คนเท่านั้นต้องจ่าย
เจ้าของร้านจึงเสนอไอเดียว่า ให้ทุกๆคนลดจำนวนเงินที่ตัวเองต้องจ่ายลง ในสัดส่วนที่เท่ากัน
จากนั้นเขาก็คำนวณให้เรียบร้อย ผลออกมาก็คือ...
ชายคนที่ 5 ไม่ต้องเสียอะไรเลย เหมือนชายสี่คนแรก (ลดลง 100%)
คนที่ 6 จ่าย $2 จาก $3 (ลดลง 33%)
คนที่ 7 จ่าย $5 จาก $7 (ลดลง 28%)
คนที่ 8 จ่าย $9 จาก $12 (ลดลง 25%)
คนที่ 9 จ่าย $14 จาก $18 (ลดลง 22%)
คนที่ 10 จ่าย $49 จาก $59 (ลดลง 16%)
ทุกคนก็เหมือนจะเห็นด้วยตามไอเดียนี้ จนกระทั่งบาร์ปิด
ชายคนที่ 6 ก็นึกขึ้นมาได้ จึงพูดออกมาว่า “ทำไมฉันได้ส่วนลดเพียง 1 ดอลลาร์ จาก 20 ในขณะที่เขาได้ตั้ง 10 !!!” พร้อมกับชี้ไปหา ชายคนที่สิบ
“นั้นนะสิ” ชายที่คน 5 พูดเสริมออกมา “ฉันลดไปเพียง 1 ดอลลาร์”
ทุกคนบ่นออกมาต่างๆนานา ว่าไอเดียนี้ไม่ยุติธรรมเลย
จากนั้น ชายสี่คนแรกที่ไม่ต้องจ่ายอะไรเลยตั้งแต่แรก ก็พูดออกมาว่า
“พวกเราไม่ได้อะไรเลย จริงๆเราควรได้อะไรบ้างสิ นี้มันเอาเปรียบคนจนชัดๆ”
ชายคนที่ 8 และ 9 ก็รวมหัวช่วยกันรุมชายคนที่ 10
คืนต่อมา...ชายคนที่ 10 ก็ไม่ได้มากินเบียร์กับพวกเขา
เมื่อถึงเวลาต้องจ่ายเงิน พวกเขาก็ได้เรียนรู้บางอย่างที่สำคัญ
ก็คือ จำนวนเงินที่พวกเขาเคยจ่ายนั้น รวมกันยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของค่าเบียร์
-David R. Kamerschen, Ph.D.-
---------------------------------------------------
นี้เป็นการอธิบายระบบภาษีที่เขียนออกมาในรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน
เลยอยากแปลมาให้อ่านกันคะ เป็นวิธีการเข้าใจระบบภาษีที่อ่านง่ายและสนุก
นี้เป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อเกิดมาตรการ “ลดหย่อนภาษี”
คนรวยถึงได้รับผลประโยชน์มากที่สุด
นั้นก็เพราะว่า เมื่อใดที่ นักลงทุนหรือ คนรวย รู้สึกว่าตัวเองต้องจ่ายภาษีมากเกินไป
พวกเขาก็สามารถไปหากิจกรรมการลงทุนที่อื่นที่ภาษีต่ำกว่า หรือ
ออกไปหาร้านอื่นที่ค่าเบียร์ถูกกว่า....
ระบบภาษีในไทยก็ไม่แตกต่างจากอเมริกาค่ะ คิดภาษีเป็นลำดับขั้น
ที่ต่างกันก็คือ ขั้นสูงสุดของไทยจ่าย 37% แต่อเมริกา ต้องจ่ายถึง 50%
อย่างที่หลายๆคนเคยพูดไว้ว่า "เหรียญมีสองด้าน"
การมองอะไรหลายๆด้านก็จะทำให้เราเข้าใจอะไรได้มากขึ้นนะคะ
ปล. การดื่มสุราเป็นอันตรายต่อสุขถาพนะคะ
คุณทำอะไรเวลาหุ้นลง
ที่มา http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=37910
เป็นคำถามที่ถามเพื่อให้ตอบ(กับตัวเอง)จริงๆค่ะ และ applejob ก็กำลังจะตอบต่อไปนี้ ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติส่วนตัว ไม่ได้แปลว่า ทำอย่างนั้นผิด ทำอย่างนี้สิถูก
ความแตกต่างระหว่าง q2 กับ q3 55 คงจำกันได้ว่าไตรมาสที่แล้ว หุ้นตัวไหนประกาศงบออกมาดีมากๆ ทำ ceilling 3 วันซ้อน แต่ พอ Q3 ทุกอย่างก็เปลี๊ยนไป๊
หลักๆคงเกิดจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์หน้าผาทางการคลังของอเมริกา ถึงกับเป็นงงว่าประกาศงบออกมาก็ดี ไหงลงซะงั้น
1.ตั้งสติ ไม่รีบซื้อถึงแม้ราคาจะลงมามาก คนส่วนใหญ่อาจจะคิดถูก เราอาจจะผิดก็ได้(เชื่อว่าตลาดมีประสิทธิภาพ) และไม่รีบขาย เพราะก่อนหน้านี้เราศึกษามาแล้วอย่างดี และต้องเข้าใจว่าตลาดหุ้นมีความอ่อนไหว และมักจะกังวลไปล่วงหน้าเสมอ
2.หาเหตุหรือข่าว ที่ทำให้ตลาดปรับตัวลง จากนั้นก็หาข้อมูลว่าเกี่ยวข้องกับหุ้นที่เราถืออยู่อย่างไร ซึ่งหวยจะออกมา 2 อย่าง คือเกี่ยวและไม่เกี่ยว จากนั้นก็ทำตาม step ต่อไป
3.ขาย หุ้นที่ประกาศงบออกมาไม่ดี และมองไม่เห็นอนาคตข้างหน้า แถมได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤต นั่นแปลว่าเรามาผิดทาง จะขายทันที โดยที่ไม่สนใจว่ากำลังขาดทุนเท่าไหร่(ติดตามตอนต่อไป:ขาดทุนอย่างมีศิลปะ)
แต่ต้องใช้วิจารณญาณมากหน่อย เพราะสำหรับการดูงบรายไตรมาส จะไม่ได้ให้ภาพที่ชัดนักของกิจการ (ไว้จะขยายความในกระทู้ต่อๆไปนะคะ)จะสะท้อนแค่ราคาหุ้นในช่วงสั้นๆเท่านั้น
4.อยู่เฉยๆ กับหุ้นที่ผลประกอบการณ์งั้นๆ หรือตกลงเล็กน้อย แต่ยังมีอนาคต และไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรฐกิจที่ว่า หรือไม่ได้รับผลกระทบจากข่าวร้ายที่เกิดขึ้น
คงเริ่มสงสัยว่า ดูอย่างไรว่ามีอนาคต ก็เช่น ธุรกิจที่ได้รับอานิสงค์ จากการลงทุนของรัฐบาลซึ่งมาจากนโยบายที่ต้องการจะผลักดันให้ประเทศไปในทิศทางนั้น หรือธุรกิจที่ยังมีช่องว่างให้โตอีกมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในโลก เป็น trend ของอนาคต หรือธุรกิจที่เป็นขาขึ้น เป็นต้น
5.ซื้อ หุ้นที่มี upside มากขึ้น อาจจะเพราะ จากผลประกอบการณ์ที่ดีหรือราคาตกลงมามาก และในระยะ 1-2 ปีนี้ ไม่ได้รับผลกระทบ หรือได้รับผลกระทบน้อยมากจากข่าวหรือวิกฤต
ถ้าที่ผ่านมาการลงทุนของคุณยังไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ หรือลงทุนแล้วไม่มีความสุข ให้ลองตอบคำถามนี้ดูค่ะ น่าจะเห็นจุดบกพร่องอะไรบางอย่าง จะได้ลองปรับเปลี่ยนวิธีการเมื่อหุ้นลงครั้งต่อไปค่ะ
สุขใจรายวัน กับ 9 สิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้ชีวิตของคุณแฮปปี้ขึ้น
ใครที่ใช้ชีวิตเก่ง ๆ จะรู้ว่า "ความสุข" ถือเป็นเกณฑ์การวัดความสำเร็จในชีวิตของคนคนหนึ่งได้ดีที่สุดแล้ว และหากสามารถทำให้คนรอบข้างมีความสุขไปด้วย ก็นับเป็นความสำเร็จในการมีความสุขแบบคูณสอง รับรองคุณจะยิ่งแฮปปี้เลยล่ะ ... แต่ว่าเรื่องนี้มันจะเป็นไปไม่ได้เลยนะ หากว่าคุณไม่เริ่มต้นด้วยการทำให้ตัวเองมีความสุขเสียก่อนแหม พอฟังแล้วชักจะคิดหนัก ไอ้ชีวิตทุกวันนี้ก็นับว่าโอเคในระดับหนึ่งล่ะนะ แต่ถ้าถามว่าอยู่ในระดับที่เรียกว่า "แฮปปี้กับทุกวันของชีวิต" ไหม ก็ยังไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แล้วพอเป็นเสียอย่างนี้ เรื่องจะไปทำให้คนรอบข้างมีความสุขตามไปด้วยนี่แทบจะลืมไปได้เลย จะทำยังไงให้เติมความสุขลงไปในชีวิตแต่ละวันได้บ้างหนอ แล้วขอแบบง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องขวนขวายมากน่ะ จะมีหรือเปล่า เพราะขอบอกว่าไม่ว่างพอที่จะลาพักร้อนไปเที่ยวเติมความสุขใหตัวเองหรอกนะ .. ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดแบบนี้ล่ะก็ คงต้องลองสิ่งเล็ก ๆ ทำง่าย ๆ แต่เพิ่มระดับดีกรีความสุขในแต่ละวันได้ ลองดูคำแนะนำทั้ง 9 ข้อนี้ จาก inc.com ดูสิ น่าจะช่วยคุณได้นะ
1. เริ่มต้นวันใหม่ด้วยใจที่มุ่งมั่น "วันนี้ฉันต้องเจอเรื่องดี ๆ ชัวร์!"
แทนที่จะตื่นมา แคะขี้ตา แล้วอาบน้ำแปรงฟันเหมือนวันก่อน ๆ ลองเพิ่มหนึ่งกิจกรรมง่าย ๆ เข้าไปตอนตื่นนอน ให้บอกตัวเองดัง ๆ ว่า "วันนี้ฉันต้องเจอเรื่องดี ๆ ชัวร์ป้าบ" .. อ้อ แล้วไม่ใช่แค่บอกนะ ขอให้คุณ (พยายาม) เชื่อว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นด้วย ความเชื่อแบบนี้แหละ ที่จะทำให้คุณสามารถมองเรื่องที่แสนจะธรรมดาสามัญ แบบที่เคยมองว่ามันเป็นอย่างนั้นในวันก่อน ๆ ให้กลายเป็นเรื่องพิเศษขึ้นมาได้ เป็นต้นว่า ซื้อข้าวมันไก่กินแล้ววันนี้ดันได้ไก่เพิ่มมาหนึ่งชิ้น เท่านี้ก็พิเศษแล้ว (ดูเพ้อเจ้อไปหน่อย แต่มันทำให้คุณมีความสุขได้ง่ายขึ้นจริง ๆ นะเออ)
2. วางแผนสิ่งที่จะทำและลำดับความสำคัญ
ที่มาชั้นเยี่ยมของความเครียดในแต่ละวัน (ซึ่งเป็นตัวการขัดขวางความสุขของเรา) คือ การที่แต่ละวันมีงานสุมหัว มีเรื่องให้ต้องจัดการสารพัดมากมายร้อยแปด เยอะจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี .. เอาล่ะ ใจเย็น ๆ นะ ค่อย ๆ พิจารณาความสำคัญของงานแต่ละชิ้นดูว่า อะไรควรทำก่อน-หลัง และที่สำคัญคือ สิ่งไหนจะทำให้คุณเขยิบเข้าใกล้เป้าหมายหรือความฝันของตัวเองได้มากขึ้นอีกนิด สิ่งนั้นแหละที่คุณควรจะให้ความสำคัญกับมันมากที่สุด จัดการเสียให้เรียบร้อย พอหมดวันรับรองว่าคุณจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับผลงานของตัวเอง
3. มอบของขวัญแก่ผู้คนที่พบในแต่ละวัน
เราไม่ได้พูดถึงของขวัญที่เป็นทางการแบบใส่กล่องผูกโบนะคะ แต่เป็นของขวัญที่เรียบง่ายเปี่ยมด้วยความหมายดี ๆ จากตัวคุณเองต่างหาก ไม่ว่าจะเป็น รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ แชร์เรื่องขำขัน พูดให้กำลังใจ หรือแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ฯลฯ .. รับรอง สุขใจผู้ให้ ถูกใจผู้รับนะจ๊ะ
4. งดคุยเรื่องการเมือง - ศาสนา
มีบทสนทนาอยู่ 2 เรื่อง ที่ไม่ว่าจะถกเถียงอย่างไรก็ไม่เคยได้มาซึ่งคำตอบที่ถูกต้องที่สุด นั่นก็คือเรื่อง "การเมือง" กับ "ศาสนา" เถียงกันมาตั้งไม่รู้กี่สิบปี (บางกรณีอาจถึงขั้นร้อย หรือนานกว่านั้นเยอะเลยล่ะ) ก็ไม่เห็นจะได้คำตอบดี ๆ ที่ทำให้คนสองฝ่ายเข้าใจตรงกันได้สักครั้ง แถมมีแนวโน้มว่ายิ่งเถียงกันนานก็ยิ่งทวีความรุนแรงด้วย หากรู้ตัวว่ากำลังเพลี่ยงพล้ำตกลงไปอยู่ในวังวนของบทสนทนาแบบนี้เมื่อไหร่ ขอบอกว่ารีบถอนตัวออกมาซะยิ่งเร็วยิ่งดี เดี๋ยวจะพาลหงุดหงิด เสียสุขภาพจิตเอาได้ง่าย ๆ
5. คิดไว้ก่อนว่าใคร ๆ ก็มีเจตนาดี
ตราบเท่าที่เราไม่สามารถอ่านความคิดของคนอื่นได้ ก็ไม่มีทางรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงได้หรอกว่า เหตุผลหรือเจตนาเบื้องหลังการกระทำของคนคนหนึ่งนั้นคืออะไร แล้วการไปตีความดักหน้า ว่าที่ใครคนหนึ่งทำอะไรแปลก ๆ ให้คุณรู้สึกตะหงิดใจ จะต้องมีเจตนาไม่ดีแน่ ๆ นั่นจะกลายเป็นการผลักตัวคุณเองลงไปจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ ความไม่สบายใจนานาประการ พลิกความคิดนิดหน่อย เปลี่ยนเป็นบอกตัวเองว่า "เขาน่าจะมีเจตนาดีแหละนะ" จะทำให้ใจคุณเบาหวิวขึ้นเยอะ และท้ายที่สุด ต่อให้เจตนาของเขาไม่ได้ดีอย่างที่คุณคาดหวังเอาไว้ ก็ยังทำให้คุณพร้อมที่จะปล่อยผ่านไป ไม่เก็บความไม่สบายใจไว้กับตัวด้วย
6. ละเลียดของอร่อย
ต่อมรับรสทำงานประสานกับความรู้สึกมีความสุขโดยตรงเลยนะขอบอก เครื่องดื่มเย็น ๆ สักแก้ว ขนมเค้กเล็ก ๆ สักชิ้น ช็อกโกแลตคุณภาพดีสักแท่ง ก็ทำให้วันของคุณสว่างสดใสได้แล้วล่ะ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมร้านเค้ก หรือว่าร้านกาแฟ จึงเปรียบเสมือนแฮปปี้ สเตชั่น ประจำวันของหลาย ๆ คน :)
7. เลิกกังวลถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว
อีกหนึ่งศัตรูตัวร้ายที่คอยขัดขวางไม่ให้คุณมีความสุข ก็คือ "ความกังวล" อันเป็นสิ่งที่เกิดจากการเอาใจไปผูกติดกับสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะสิ่งที่ล่วงผ่านไปแล้ว ไม่ว่าผลของมันจะแย่ หรือไม่น่าพอใจแค่ไหน คุณก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ กังวลไปก็เท่านั้น จะพาลให้วันทั้งวันของคุณไม่มีความสุขไปเปล่า ๆ ตั้งสติกลับมาใส่ใจกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันดีกว่านะ ทำให้ดีที่สุด ผลของการกระทำที่จะเกิดขึ้นต่อไปจะได้ไม่ต้องมีอะไรให้เป็นกังวลอีก
8. เลิกเปิดทีวีไว้เป็นเพื่อน
ดูท่านี่จะเป็นนิสัยประจำตัวของหลาย ๆ ที่เมื่อถึงบ้านปุ๊บ ก็ต้องเปิดทีวีปั๊บ แล้วตัวเองก็ทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยตามปกติ แล้วการเปิดทีวีทิ้งไว้เป็นเพื่อนนี่มันทำให้คุณไม่ฟีลกู้ดยังไงน่ะหรือ .. ตัวอันตรายอยู่ที่ช่วงโฆษณาทั้งหลายนั่นไงล่ะ มาอวดสรรพคุณว่าอันนั้นดี อันนี้เจ๋ง ที่นู่นกำลังลดราคาหากพลาดไม่ได้มาจะเสียใจ หรืออะไรทำนองนี้ สิ่งเหล่านี้มันเร้ากิเลสในใจให้ลุกโชน การความรู้สึกอยากมีอยากได้อยากเป็นเจ้าของ ซึ่งมันไม่ได้ทำให้จิตใจสงบมีความสุขเลย
9. บันทึกสิ่งดีของวันนั้นก่อนเข้านอน
ก่อนจะล้มตัวลงนอน คว้าไดอะรี่พร้อมปากกาขึ้นมาหนึ่งแท่ง เขียนสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดีในตลอดวันนี้ลงไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างเจ้านายอนุมัติเลื่อนตำแหน่ง หรือเรื่องเล็กกระจิริด อย่างกดลิฟต์ให้คนที่กำลังหอบของเต็มสองมือ ไม่ว่ามันจะใหญ่หรือเล็กขนาดไหน แต่มันก็เป็นเรื่องสำคัญที่ดีที่สุดของวันนั้น อ่านแล้วก็อดยิ้มกริ่มตามไปไม่ได้ว่าวันนี้ก็มีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะ แล้วยิ่งได้บันทึกเอาไว้หลายวัน เมื่อมาอ่านย้อนหลังแล้วคุณจะยิ่งรู้สึกว่า ชีวิตเรานี้ช่างมีความสุขเหลือเกิน มีแต่เรื่องดี ๆ เกิดขึ้นทุกวันเลย ..แล้วอย่างนี้จะไม่ให้มีความสุขกับทุก ๆ วันของชีวิต ทั้งวันนี้และวันต่อ ๆ ได้อย่างไรกันล่ะนี่ ^___^ใครอยากให้ชีวิตแฮปปี้มากขึ้นลองนำไปใช้กันดูนะ ยิ่งทำได้หลายข้อก็ยิ่งดี ชีวีจะฟีลกู้ดขึ้นกว่าเดิมทุก ๆ วันเลยล่ะ :)ที่มา:Kapool.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
แค่หกส่วนก็พอ
ที่กรุงไทเปมีผู้รับเหมาก่อสร้างคนหนึ่ง เป็นคนหนุ่มที่ชาญฉลาดที่รู้กันทั้งวงการ มีหัวการค้าเป็นเลิศ ทำงานคล่องแคล่วว่องไว พร้อมลุยงานหนัก...
-
ผมไม่เคยรู้จักหลวงปู่สุภา พระเกจิชื่อดัง กระทั่งทราบข่าวท่านละสังขารทางหนังสือพิมพ์ พอได้อ่านคอลัมสกู๊ปหน้า 1 ไทยรัฐ วันที่ 5 กันยายน 2...
-
ถ้าจะพูดถึงความรู้ เกี่ยวกับ Technical Analysis ซึ่งมีประวัติศาสตร์ ด้านวิชาการมาไม่นานนี้ ก็เป็นระยะเวลา 100-200 ปี มานี้เอง แต่ที่เป็น...
-
ฝั่งทะเลอันดามัน 1.หมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะที่โดดเด่นด้วยน้ำทะเลสีฟ้าใสและหาดทรายขาวนวลละเอียดราวกับผงแป้ง หัวใจของสิมิลันคือ หินเรือใบที่โ...