วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555

ข้างหลังคำพูดที่สวยหรู
คำหรู "ความรักไม่ได้ขึ้นกับรูปร่างหน้าตา แต่อยู่ที่ความเข้าใจซึ่งกันและกัน"

คำหลัง "..แต่เรามักอยากชอบทำความเข้าใจซึ่งกันและกันกับคนที่หน้าตาดีๆ"

คำหรู "คุณช่างเรียบเรียงคำพูดได้อย่างสละสลวยและดูเฉียบแหลม"

คำหลัง "..แต่การกระทำของคุณช่างงี่เง่าห่วยแตก"

คำหรู "การแสดงออกของคุณ แสดงถึงมั่นใจกล้าแสดงออกอย่างมาก"

คำหลัง "..เพราะถ้าเป็นผมแต่งตัวแบบนี้ คงไม่กล้าออกจากบ้านแน่"

คำหรู "สบายใจเถอะ ถึงคุณจะลางานไปหลายๆวัน แต่ก็ไม่มีอะไรเสียหายหรอก"


คำหลัง "..เพราะถึงนายอยู่ ก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรอยู่แล้ว"

คำหรู "ความคิดของนายมีประโยชน์ต่อพวกเรามาก"

คำหลัง "..ถ้านายจะลงมือทำอะไรบ้างนะ"

คำหรู "คุณดูดีกว่าภาพพจน์ที่เห็นภายนอกมากนะ"


คำหลัง "..เพราะภาพพจน์ภายนอกของนายดูแย่มาก"

คำหรู "ไม่น่าเชื่อเลยว่า งานนี้จะเป็นผลงานของคุณ"


คำหลัง "..เพราะถ้าคุณทำ มันควรจะห่วยกว่านี้
(ขโมยงานใครเขามารึป่าวว่ะ)

คำหรู "ดีชั้นไม่ได้รักคุณ เพราะคุณเป็นทายาทเศรษฐีพันล้านหรอกนะ"


คำหลัง "..แต่ถ้าคุณไม่ใช่ทายาทเศรษฐี ชาตินี้คุณคงไม่มีโอกาส

แม้จะสบตาฉันก็ได้"

คำหรู "ถ้าทุกคนก็อปปี้เพลงของเราไปเป็นMP3มากๆ

ต่อไปเราอาจจะไม่มีเพลงให้ก็อปอีก"


คำหลัง "..เพราะเราก็จะไม่มีแรงไปก็อปปี้เพลงฝรั่งมาให้ศิลปิน

หน้าตาหล่อๆสวยๆ มาร้องเพลงหลอกแด๊กคุณต่อไปอีก"

คำหรู "ใช้บริการมือถือของเรา ช่วยคุณประหยัดได้สุดๆ"


คำหลัง "..เพราะใช้โทรออกไม่ค่อยได้ ประหยัดเห็นๆ"

คำหรู "Nobody perfect"


คำหลัง "..Untill you love him (or her)

        ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=35552
ขอบเขตของความรอบรู้
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


ข้อสังเกตของผมอย่างหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จก็คือ หลาย ๆ คนมีความเชี่ยวชาญในหุ้นบางกลุ่มหรือบางแบบเป็นพิเศษ บางคนก็เชี่ยวชาญในการเล่นหุ้นด้วยเทคนิคบางอย่าง ถ้าจะพูดแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ ก็คือ พวกเขามักลงทุนภายใต้ Circle Of Competence หรือ “ขอบเขตของความรอบรู้” ที่ตนมีอยู่หรือได้สร้างขึ้นมา

ลองมาดูว่าขอบเขตของความรอบรู้ (COC) ที่ผมพอจะนึกได้ว่ามีคนใช้และทำเงินให้ได้มากมายในตลาดหุ้นไทยมีอะไรบ้าง

COC แรกที่ผมจะพูดถึงก็คือ การปั่นหุ้น นี่คือวิธีทำเงินที่ได้ผลดีมากในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยเป็นกระทิงที่ร้อนแรงย้อนหลังไปไม่ต่ำกว่า 15-20 ปี โดยเฉพาะในช่วงที่กฏหมายกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ยังไม่มีผลในการควบคุม คนที่รวยจากการปั่นหุ้นในยุคนั้น จำนวนไม่น้อยก็ “เจ๊ง” ไปจากภาวะวิกฤติ ความผิดพลาด และอาจจะเกิดจากการ “หักหลัง” และอื่น ๆ แต่ผมคิดว่าหลาย ๆ คนก็ยังรวยอยู่จนถึงทุกวันนี้ ในปัจจุบัน ผมคิดว่านี่ก็ยังน่าจะเป็น COC ที่สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ เพียงแต่การปั่นหุ้นในวันนี้อาจจะต้องมีกรรมวิธีที่ซับซ้อนขึ้นและคนที่ทำได้อาจจะต้องมีคุณสมบัติส่วนตัวเฉพาะ เช่น เป็นคนมีเงินมากพอสมควรและอาจจะต้องมีความกล้าได้กล้าเสียและกล้าเสี่ยงกับการถูกจับหรือชื่อเสียงส่วนตัวด้วย

COC ที่สองนั้นน่าจะใกล้เคียงกับอันแรก นั่นก็คือ การเก็งกำไร นี่เป็นความเชี่ยวชาญในการ “เล่นหุ้น” ที่สามารถนำ COC ของการปั่นหุ้นมาใช้ได้มาก ยกเว้นแต่ว่าการซื้อขายหุ้นของตนเองนั้นจะต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เข้าข่ายที่เป็นความผิดตามกฏหมาย นอกจากนั้น หลาย ๆ คนยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ “ทางเทคนิค” ที่จะช่วยให้การเก็งกำไรประสบความสำเร็จ เท่าที่เห็น ผมคิดว่าคนที่จะสามารถสร้าง COC ของการเก็งกำไรได้นั้น มักจะต้องมีเงินพอสมควร ต้องใช้เวลากับการลงทุนมาก ต้องติดตามการซื้อขายหุ้นนาทีต่อนาทีในช่วงที่กำลังเก็งกำไร และที่สำคัญ จะต้องมีจิตใจกล้าได้กล้าเสียมากกว่านักลงทุนทั่ว ๆ ไป ผมเชื่อว่านักเก็งกำไรหลายคนที่ประสบความสำเร็จในวันนี้อาจจะเคยเป็นนักปั่นหุ้นในอดีต ส่วนนักเก็งกำไรหน้าใหม่ ๆ นั้น ที่จะเชี่ยวชาญจริง ๆ น่าจะมีไม่มากนัก

COC ที่สามที่ผมคิดว่าน่าจะมีคนพัฒนาตนเองจนมีความเชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จในการลงทุนที่น่าประทับใจก็คือ “การเก็งกำไรกับผลประกอบการ” นี่เป็นกลยุทธ์ในสไตล์ VI ที่ทำเงินได้เร็วและได้ผลตอบแทนที่สูงมากในช่วงที่ผ่านมาเร็ว ๆ นี้ คนที่เชี่ยวชาญในการเก็งกำไรกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนนั้น แน่นอนต้องมีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์กิจการของบริษัท เขาอาจจะต้องเจาะข้อมูลลึก ๆ จากผู้บริหารรวมถึงต้องวิเคราะห์ภาวะอุตสาหกรรมและอื่น ๆ ที่สำคัญเขาจะต้องหาบริษัทที่จะมีผลกำไรเติบโตโดดเด่นมากผิดปกติไม่ใช่การเติบโตธรรมดา ๆ ปัจจัยที่สำคัญอื่น ๆ ก็เช่นต้องเป็นกิจการที่ไม่มีหรือไม่ใคร่มีนักวิเคราะห์สนใจด้วยเหตุที่อาจจะเป็นหุ้นเล็กเกินไปหรือเป็นกิจการที่ซบเซามานานซึ่งทำให้ราคาหุ้นค่อนข้างเหงาและอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนั้น คนที่จะประสบความสำเร็จอาจจะต้องมีความสามารถในการ “โปรโมต” หุ้นให้เป็นที่รับรู้และสนใจแก่นักลงทุนหลังจากที่ตนเองได้ซื้อหุ้นไว้แล้ว

COC ที่สี่ที่ผมจะพูดถึงก็คือ “การลงทุนระยะยาวในหุ้นของกิจการที่โดดเด่น” COC นี้คล้ายกับ COC ที่สามในแง่ที่ว่ามันเป็นสไตล์ของ VI สิ่งที่แตกต่างก็คือระยะเวลาของการลงทุนที่มักจะยาวกว่ามาก การเลือกกิจการที่ลงทุนก็จะเน้นที่กิจการที่มีความเข้มแข็งในเชิงโครงสร้างสูงกว่า พูดง่าย ๆ เน้นไปที่ DCA หรือความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนของบริษัทมากกว่าเรื่องของผลประกอบการในระยะสั้นเพียงหนึ่งหรือสองปี

COC ที่ห้าก็คือ ความเชี่ยวชาญในแง่ของ อุตสาหกรรม นี่คือความรอบรู้ในการที่จะวิเคราะห์และเข้าใจธุรกิจที่จะลงทุน เช่น คนที่เชี่ยวชาญเรื่องธุรกิจค้าปลีกก็จะรู้ว่าอะไรเป็นปัจจัยในการที่บริษัทจะทำกำไรได้ดี อะไรเป็นความเสี่ยง เขาจะสามารถคาดการณ์ถึง ยอดขาย กำไร การเติบโต และอื่น ๆ ของบริษัทได้ใกล้เคียงและสามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจลงทุนได้ บางคนเก่งทางด้านของกิจการที่เป็นโรงงานผู้ผลิต เขาก็จะรู้เรื่องกระบวนการต่าง ๆ ของโรงงานและนำไปสู่การคาดการณ์ผลประกอบการได้ดี บางคนอาจจะชำนาญด้านอสังหาริมทรัพย์ เช่นเดียวกับที่บางคนรู้เรื่องเกี่ยวกับปิโตรเคมีและพลังงาน

COC สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงและมีคนที่เชี่ยวชาญสามารถทำเงินร่ำรวยได้ก็คือ การเล่นหุ้นของกิจการที่เป็นวัฏจักร์ นี่เป็น COC ที่น่าสนใจเพราะว่ามันสามารถทำเงินได้เร็วและมากในเวลาอันสั้น นี่คือการสร้างความเชี่ยวชาญโดยเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่มีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ พวกเขาจะมองอุตสาหกรรมที่ตกต่ำลงโดยเฉพาะจากเหตุผลทางเศรษฐกิจและกำลังฟื้นตัวขึ้น เข้าไปซื้อหุ้นในราคาต่ำและรอขายเมื่อผลประกอบการฟื้นตัว

ผมคงไม่สามารถจาระไนได้หมดว่าขอบเขตของความรอบรู้นั้นมีกี่วงและอะไรบ้างเพราะว่ามันมีเยอะมากจนนับไม่ถ้วน เช่นบางคนอาจจะไปเจาะหา หุ้นของกิจการที่มีทรัพย์สินมาก บางคนอาจจะสร้างความเชี่ยวชาญในการหาหุ้น Turn Around หรือหุ้นที่กำลังฟื้นตัวจากสภาพที่ใกล้ล้มละลาย แต่สิ่งที่จะบอกได้ก็คือ การสร้าง COC นั้นต้องใช้เวลาศึกษาติดตามมากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของสิ่งที่ศึกษาและความสามารถของนักลงทุน

นักลงทุนบางคนหรือจำนวนมากนั้น ผมเชื่อว่า ไม่มี COC ซักวงเลย ดังนั้น การที่จะลงทุนแล้วประสบความสำเร็จก็เป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม VI หลายคนนั้น มี COC จำนวนมากและขยายวงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พูดง่าย ๆ เขาสามารถเล่นหรือลงทุนในหลายรูปแบบและหลายอุตสาหกรรมและประสบความสำเร็จจนร่ำรวย ประเด็นก็มีอยู่บ้างเหมือนกันในแง่ที่ว่า COC บางอย่างมันซับซ้อนเกินไปจนเราไม่อาจจะเข้าใจมันได้ลึกพอ บางที การศึกษาหลากหลาย COC มากเกินไปก็ทำให้เรารู้จักมันไม่ดีพอแต่เราอาจจะคิดว่าเรารู้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าการที่เรารับรู้ว่าเราไม่รู้จักมันดีพอ ดังนั้น สำหรับผมแล้ว ผมมักจะพยายามจำกัดวง COC ของผมไว้แล้วเลือกลงทุนเฉพาะในสิ่งที่ผมรู้ เหนือสิ่งอื่นใด เรามีเงินเพียงนิดเดียว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในหุ้นจำนวนมากมายเพื่อที่จะประสบความสำเร็จ

ที่มาhttp://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=35610&s=1c8098948268ac7e9fac14e56ccfd624
 
ที่มา  http://www.facebook.com/

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

บัฟเฟตต์-โซรอส ลงทุนถูกนิสัย ยังไงก็ชนะ(International Bestseller) ตอนที่2บาปมหันต์เจ็ดประการ(2)

บัฟเฟตต์-โซรอส ลงทุนถูกนิสัย ยังไงก็ชนะ

ตอนที่2บาปมหันต์7ประการ(2)

บาปมหันต์ข้อที่ 4 กระจายการลงทุน

ชื่อ:  1กระจายการการล&#35.jpg
ครั้ง: 417
ขนาด:  28.3 กิโลไบต์

ความจริงสถิติที่น่าทึ่งของบัฟเฟตต์มาจากการวิเคราะห์หาบริษัทยอดเยี่ยมประมาณครึ่งโหลได้ และลงทุนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยในบริษัท 
โซรอสบอกว่าสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่คุณทำผิดหรือทำถูก อยู่ที่ว่าคุณทำเงินได้แค่ไหนเวลาคุณตัดสินใจถูก และ เสียเงินมากแค่ไหนเวลาคุณตัดสินใจผิด ซึ่งเป็นที่มาของความร่ำรวยของเขา เหมือนกันเป๊ะกับที่มาของความรวยของบัฟเฟตต์ นั่นคือ ลงทุนหนักๆ และทำเงินให้ได้ก้อนใหญ่ แล้วก็ใหญ่กว่าเงินที่เสียไปยามที่ลงทุนผิดพลาด
การกระจายการลงทุนเป็นอะไรที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง การถือหุ้นอยู่ที่ละเล็กทีละน้อยนั้น ไม่ต้องบอกก็เดาได้เลยว่า แม่ตัวใดตัวหนึ่งจะทำกำไรได้มหาศาล แต่ผลในทางบวดที่จะเกิดกับความมั่งคั่งโดยรวมของคุณจะน้อยมาก
(ความเห็นส่วนตัวของผม(youngblood)คิดว่าข้อนี้มือใหม่ควรระวังนะครับ การกระจายการลงทุนถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่งั้นคุณมีโอกาสหมดตัวได้ นอกจากว่าคุณลงทุนเป็นระยะเวลานานแล้วสามารถวิเคราะห์ได้แม่นยำเหมือนกับบัฟเฟตต์,โซรอส, และ ดร.นิเวศน์ จึงเหมาะกับการลงทุนแบบไม่กระจายความเสี่ยง)


บาปมหันต์ข้อที่ 5 เชื่อว่าคุณต้องเสี่ยงมากหากจะทำกำไรให้ได้มากๆ

ชื่อ:  2178_investing_flash.jpg
ครั้ง: 414
ขนาด:  63.7 กิโลไบต์

ความจริง เช่นเดียวกับผู้ประกอบการทั้งหลาย นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักไม่ชอบเสี่ยง และทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อหลีกเลี่ยงมัน และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงเหล่านั้น การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเป็นรากฐานที่สำคัญของการสร้างความมั่งคั่ง ซึ่งตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับมายาคติทางวิชาการ เพราะตามความจริงก็คือ ถ้าคุณเสี่ยงมาก คุณก็มีโอกาสที่จะเสียเงินมากยิ่งกว่าที่จะทำกำไรได้เยอะๆเสียอีก

บาปมหันต์ข้อที่ 6 เชื่อในการมีอยู่ของ”ระบบ”ว่ามีใครบางคน อยู่ที่ไหนซักแห่งบนโลกใบนี้ ได้พัฒนาระบบขึ้นมา ด้วยวิธีอะไรบางอย่าง อาจเป็นการวิเคราะห์เทคนิค วิเคราะห์พื้นฐาน โดยใช้คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่โหราศาสตร์ ที่สามารถรับประกันได้ว่าจะทำกำไรได้อย่างแน่นอน

ชื่อ:  3forexmoniter.jpg
ครั้ง: 414
ขนาด:  22.5 กิโลไบต์

ความจริง การเชื่อในลักษณะนี้คล้ายคลึงกับความเชื่อในตัว “กูรู” ที่เชื่อว่าหากนักลงทุนคนใดสามารถเอาระบบการลงทุนของพวกกูรูมาใช้ก็จะทำกำไรได้เหมือนพวกกูรู ความเชื่อในตัวกูรูนี้เองทำให้คนที่สร้างระบบสำเร็จรูปเพื่อซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ทำเงินได้มหาศาล



บาปมหันต์ข้อที่ 7 เชื่อว่าคุณรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตและมั่นใจว่าตลาดจะ เป็น อื่นไปไม่ได้นอกจาก ต้อง เป็นไปอย่างที่คุณคิด

ชื่อ:  4images.jpg
ครั้ง: 421
ขนาด:  7.4 กิโลไบต์

ความจริงความเชื่อในลักษณะนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดความบ้าคลั่งในการลงทุน ไม่แปลกหรอกที่คนจะเชื่อนักเศรฐศาสตร์ เออร์วิง ฟิชเชอร์ พูดไว้ในปี 1929 ว่า “ตลาดหุ้นมาถึงจุดที่อาจลดความร้อนแรงลงบ้างเล็กน้อย” แต่ไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น ตลาดกลับล้มครืนลงชนิดไม่เหลือชิ้นดี”
ไม่แปลกเลยที่ราคาทองในปี1970กำลังพุงกระฉูด ผู้คนเริ่มเชื่อว่า ราคาทองคำสูงเกินจริงไปแล้ว แต่ตรงกันข้าม ราคาทองกลับสูงขึ้นไปอีก และสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
นักลงทุนที่เชื่อว่าต้องพยากรณ์อนาคตให้ได้จึงจะทำเงินได้ จะพยายามอย่างยิ่งเพื่อหาวิธีพยากรณ์ตลาดให้ถูกต้อง นักลงทุนที่ทำบาปข้อท่7 นี้มักคิดว่าตัวเองรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้น เมื่อความบ้าคลั่งอวสารลง พวกเข้าจึงสูญเงินแทบทั้งหมด บางทีถึงขนาดต้องเสียบ้านเสียรถ หรือไม่เหลือเสื้อผ้าติดตัวเลยก็มี


Credit: หนังสือบัฟเฟตต์-โซรอส ลงทุนถูกนิสัย ยังไงก็ชนะ

ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=35429

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

ยืดอายุได้ด้วยเคล็ดลับดี ๆ ที่ขอบอกต่อ..........
ชื่อ:  58666.jpg
ครั้ง: 2108
ขนาด:  34.8 กิโลไบต์

ไม่ว่าใครๆก็ไม่อยากแก่



1.เดินวันละ 30 นาที ยืดอายุได้ 2.2 ปี

การเดินออกกำลังกายนั้น เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ชอบออกกำลังกายหนัก ๆ ดังนั้นคุณควรเดินให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที แต่ทั้งนี้คุณก็ไม่ควรออกกำลังแบบหักโหมจนเกินไปนัก เพราะร่างกายของคุณอาจจะรับไม่ไหว ซึ่งคุณสามารถเลือกปรับเวลา ให้เหมาะสมกับศักยภาพร่างกายของคุณได้เช่นกัน ส่วนคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย หรือไม่มีเวลาออกกำลัง ก็ลองเปลี่ยนจากการเดินออกกำลัง มาใช้วิธีนับก้าวเดินในชีวิตประจำวันของคุณแทนก็ได้ ซึ่งคุณควรพยายามเดินให้ได้ประมาณ 2,000 ก้าวต่อวัน เท่านี้สุขภาพดี ๆ ก็มาอยู่ตรงหน้าคุณแล้วค่ะ


2.พยายามเคลื่อนไหวร่างกาย ยืออายุได้อีก 5.6 ปี

พฤติกรรมในชีวิตประจำวันของคนเรานั้น ตั้งอยู่บนความเสี่ยงของโรคหัวใจโดยไม่รู้ตัว หากแต่ในละวันของคุณ คุณใช้ชีวิตไปกับการดูโทรทัศน์มากเกินไป โดยที่ไม่ขยับตัวไปไหนเลย ก็จะทำให้ร่างกายของคุณก็จะเผาพลาญพลังงานได้น้อย เมื่อนานวันเข้าก็จะเกิดการสะสมไขมันในเส้นเลือด และไขมันเหล่านั้นก็เข้าไปขัดขวางระบบไหลเวียนเลือดในร่างกาย ซึ่งสิ่งที่จะตามมาก็คือ โรคหัวใจนั่นเอง เมื่อรู้กันแบบนี้แล้ว ช่วงพักเบรกของรายการ ก็อย่าลืมขยับตัวนิด บิดซ้ายบิดขวาหน่อย หรือเล่นกับลูกสักครู่ ก็จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้แล้ว




3.ออกกำลังกาย ยืดอายุได้ 1.8 ปี

กีฬาต่าง ๆ ที่คุณสนใจ เช่น เต้นแอโรบิก วิ่ง ยกน้ำหนัก หรือกีฬาอื่น ๆ ถ้าคุณทำเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้งแล้ว คุณก็จะพบกับความเปลี่ยนแปลงในร่างกายของคุณ เพราะนอกจากการออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ได้ทำงานอย่างเต็มที่แล้ว ยังช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายอีกด้วย และยังไม่หมดเพียงเท่านี้การออกกำลังกายยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่าง ๆ และช่วยลดความเสี่ยงจากโรคกระดูกพรุนอีกด้วย เมื่อคุณรู้ประโยชน์จากการออกกำลังกายกันขนาดนี้แล้ว เรามาชวนคนรอบข้างไปออกกำลังกายกันดีกว่า


4.ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน ยืดอายุได้ 3-5 ปี

คุณอาจจะไม่เชื่อว่าแบคทีเรียเล็ก ๆ ในปากของคุณนั้น เป็นตัวการของโรคร้ายต่าง ๆ เพราะนอกจากจะเป็นสาเหตุของโรคในช่องปากแล้ว ยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจอีกด้วย ฉะนั้นการแปรงฟันอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ คุณจึงควรใช้ไหมขัดฟันหลังจากการแปรงฟันด้วย โดยควรใช้ทั้งตอนเช้าและก่อนเข้านอน เพื่อคืนความสดชื่นให้กับช่องปากของคุณ



5. เข้านอนให้เร็วขึ้นวันละ 15 นาที : ยืดอายุได้อีก 3 ปี

15 นาทีแรกเป็นช่วงที่เราเคลิ้มหลับ ดังนั้นหากคุณเข้านอนเร็วกว่าเวลาปกติอีก 15 นาที ก็จะทำให้คุณมีเวลานอนหลับมากขึ้น และคุณรู้หรือเปล่าว่า การนอนหลับมีความสำคัญกับร่างกายของเรามากทีเดียว เพราะช่วงที่คุณนอนหลับ เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของคุณจะได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอไป ในทางกลับกัน ถ้าหากคุณนอนน้อย หรือนอนหลับไม่เพียงพอ นอกจากจะทำให้เกิดรอยคล้ำรอบดวงตาแล้ว ยังทำให้คุณมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ อีกด้วย
         ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=35083
ตำราเล่นหุ้น "เสี่ยปู่" "เก่งจริงต้องเห็นโอกาสซื้อ"

เป้าหมายการลงทุนของนักลงทุนต่างก็มีจุดหมายเดียวกันคือ "สร้างกำไร" แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำสำเร็จได้อย่างที่หวังตลอด เพราะระหว่างทางลงทุนมีทั้งกำไรและขาดทุนผสมกันไป บ้างก็สบจังหวะ "ซื้อถูก ขายแพง" บางครั้งก็ "ซื้อแพง ขายถูก" ก็มี แม้แต่นักลงทุนขาใหญ่อย่าง "สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล" เจ้าของฉายา "เสี่ยปู่" ที่มีพอร์ตใหญ่หลักพันล้านบาทขึ้นไปก็ผ่านเส้นทางนี้มาเช่นกัน กว่าจะก้าวมายืนแถวหน้า

ขาใหญ่รายหนึ่งในวันนี้ ที่นักลงทุนรายย่อยต่างจด ๆ จ้อง ๆ ว่าเสี่ยปู่เล่นหุ้นตัวไหนบ้าง เพราะราคามักจะพุ่งทันที เสี่ยปู่ได้เปิดห้องเทรดส่วนตัวที่ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ดังนี้

"คนที่ เก่งจริงต้องเห็นโอกาสซื้อก่อนคนอื่น เทคนิคแบบนี้ VI จะคิดเหมือนกันทุกคน โดยจะดูอย่างเดียวคือ แนวโน้มกำไรโตหรือไม่ ราคายังต่ำอยู่ไหม ถ้าใช่ก็ซื้อสะสมแล้วถือยาวไปเลย ซึ่งบางครั้งยอมรับว่า ผมก็ฟลุกเจอหุ้นดี แต่แบบไม่ฟลุกก็คือ ใช้วิธีเข้าไปดูงบการเงิน และคุยกับผู้บริหาร ถ้าพบหุ้นดีที่เจอปัจจัยลบระยะสั้นจนราคาปรับตัวลดลง ผมก็ยังเข้าซื้อต่อ เพราะหากจะลงทุนต้องเน้นมองไปที่อนาคต"

เขาเล่าว่า สไตล์เล่นหุ้นไม่ได้ต่างจากนักลงทุนวีไอ (นักลงทุนหุ้นคุณค่า) ที่มองระยะยาว ซึ่งจะมีทั้งการคัดกรองหุ้นก่อนซื้อ โดยกำหนดคุณสมบัติไว้ดังนี้คือ 1.พิจารณา earning หากอยู่ระดับประมาณ 20% ก็ถือว่าน่าพึงพอใจ 2.งบการเงินมีความแข็งแกร่งมากน้อยแค่ไหน 3.สินค้าของบริษัทโดดเด่นเหนือคู่แข่ง หรือเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมหรือไม่ 4.ผู้บริหารมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจแค่ไหน เป็นต้น ซึ่งช่องทางหนึ่งที่จะได้ข้อมูลคือ การเข้าพบผู้บริหารบริษัทเพื่อสอบถามข้อมูล รวมถึงดูจากงบการเงินที่ผ่านมา และพิจารณาถึงโอกาสการเติบโตในอนาคต ฯลฯ หากพบว่า บจ.ใดผ่านคุณสมบัติก็จะทยอยเข้าซื้อ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาปรับตัวลดลง

เสี่ยปู่หยิบยกตัวอย่างหุ้นที่ชื่นชอบลงทุน คือหุ้นเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ราคาหุ้นร่วงหนักเมื่อปีที่แล้ว จากปัจจัยลบ 2 เรื่องคือ สึนามิที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นและน้ำท่วมในไทย แต่ด้วยความเชื่อว่าปัจจัยเหล่านี้เป็นผลกระทบระยะสั้นจึงทยอยเก็บหุ้นลี สซิ่งเข้ามา อาทิ บมจ.เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) หรืออย่างหุ้น บมจ.ฐิติกร (TK) ธุรกิจให้สินเชื่อเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์ที่เขาเข้าซื้อตั้งแต่ราคาประมาณ 8 บาทต้น ๆ แต่ขณะนี้ปรับขึ้นมาอยู่ที่แถว 14 บาทแล้ว

อีกหุ้นที่ เสี่ยปู่เข้ามาซื้อเก็บคือ บมจ.คาร์มาร์ท (KAMART) ทำธุรกิจขายเครื่องสำอางเป็นหลัก ซึ่งบริษัทนี้เปลี่ยนชื่อมาจาก บมจ.ไดสตาร์ อิเลคทริก คอร์เปอเรชั่น (DISTAR) ทำธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ NGV ที่ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักจน "ฉาย บุนนาค" นักเล่นหุ้นหนุ่มชื่อดังตัดสินใจทิ้งหุ้นตัวนี้ออกไปแบบไม่ไยดี แต่สำหรับ "เสี่ยปู่" เล็งเห็นว่าธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก จึงเข้ามาแตะมือ "ฉาย" รับช่วงต่อ ผลคือราคาหุ้น KAMART ดังกล่าวก็ทะยานขึ้นต่อเนื่องจากต้นปีที่อยู่ 4.36 บาท ล่าสุดอยู่ที่ราคาประมาณกว่า 7 บาท

นี่เป็นตัวอย่างหุ้นที่เสี่ยปู่เล่าสู่กันฟัง ซึ่งในพอร์ตยังมีหุ้นและวอร์แรนต์ (ใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ) ถืออยู่อีกมากรวมกว่า 70 บริษัทแล้ว แต่เขาก็ออกตัวว่าไม่ใช่ขาใหญ่

"ผมไม่ใช่ขาใหญ่ประเภทมีกำลังซื้อเยอะ เพราะเงินส่วนใหญ่ของผมไปอยู่ในหุ้นที่ผมเห็นว่ามีโอกาสทางธุรกิจเกือบหมด แล้ว ดังนั้นจึงผิดกับพวกเก็งกำไรที่จะมีกำลังซื้อเยอะ เวลาเข้าลงทุนแต่ละครั้งก็จะเข้าเต็มพอร์ต ต่างจากลักษณะของผมจะเน้นทยอยซื้อช่วงจังหวะตลาดแย่ ๆ มากกว่า ซึ่งวิธีจะไม่เหมือนกัน"

พร้อมทั้งให้มุมมองตลาดหุ้นไทยในครึ่งปี หลังว่า ปัจจัยต่างประเทศเป็นปัจจัยเดิม ๆ ที่วนเวียนเข้ามา จึงไม่ได้ให้น้ำหนักปัจจัยเสี่ยงนี้มาก เพราะเลือกเล่นหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากตรงนี้ จะมีห่วงก็เรื่องปัจจัยการเมืองในประเทศที่เสี่ยงกว่า

และนี่คือ "สูตรไม่ลับ" ของ "เสี่ยปู่" ที่ใช้ลงทุนสร้างกำไรพอกพูนสะสมจากพอร์ตหลักแสนบาทขึ้นมาถึงพันล้านบาทได้

ที่มา  http://www.blogger.com/blogger.g?blogID=5650101422317061401#editor/target=post;postID=6719369811393726118 

แค่หกส่วนก็พอ

ที่กรุงไทเปมีผู้รับเหมาก่อสร้างคนหนึ่ง  เป็นคนหนุ่มที่ชาญฉลาดที่รู้กันทั้งวงการ  มีหัวการค้าเป็นเลิศ  ทำงานคล่องแคล่วว่องไว  พร้อมลุยงานหนัก...