วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556
เงินน้อยไม่ใช่ปัญหา
มี คนเคยถามผมว่า เริ่มลงทุนในตลาดหุ้น ควรมีเงินเริ่มต้นเท่าไหร่ดี 1 แสน 1 ล้าน หรือ 10 ล้าน อุึปสรรคในการเริ่มต้นลงทุนของคนชั้นกลาง มนุษย์เงินเดือน คงจะเป็นในเรื่องการกังวลกับความเสี่ยงในการลงทุนและเงินเริ่มต้นในการลงทุน อาจจะเป็นเพราะติดกับความเชื่อเดิม ที่กรอกหูจากเพลงเพื่อชีวิต วิตามินบี 12 ที่บอกว่า "คนจน เล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น" เมื่อคิดว่าฉันยังไม่รวยก็เลยเล่นหวยกันต่อไป
แท้ จริงแล้ว เงินไม่ใช่ปัญหาสำคัญในการเริ่มต้นลงทุน ผมกลับมองว่ายิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ ยิ่งเริ่มจากเงินน้อยๆยิ่งได้เปรียบ เพราะอะไรหรือครับ ก็เพราะว่ากว่าที่เราจะมีวิชากล้าแข็ง มีทักษะในการลงทุนต้องใช้เวลา ลองผิดลองถูกยิ่งเริ่มเร็ว โอกาสในการทำกำไรในการลงทุนยิ่งมาถึงเร็ว ถ้าเริ่มตอนอายุ 40 -50 มีครอบครัว ความเสี่ยงที่รับได้ก็จะน้อย ที่สำคัญอายุมากขึ้นเวลาใช้ให้เงินทำงานก็น้อยลง ถ้าจะลงทุนตอน 50 กว่าจะมีเงินจากปันผลให้ทบต้นสัก 1 เด้งก็อาจจะต้องรอไปสัก 10-15 ปี ก็เป็นได้ เผลอๆตายก่อนอดใช้เงินอีก
เคย มีคนบอกผมว่านักลงทุนกว่าจะเก่งต้องอยู่ในตลาดมากกว่า 5 ปี ต้องลงทุนชนะตลาด(SET) ได้ติดต่อกันมากกว่า 3 ปี และสุดท้าย คุณต้องประคับประคอง บริหารพอร์ตผ่านวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจโลกขนาดใหญ่ให้ได้ก่อน สิริแล้วคุณอาจจะต้องใ้ช้เวลาศึกษาและลงทุนในหุ้นเกือบ 10 ปีถึงจะครบทั้ง 3 ข้อ แต่ผมโชคดีมากที่ผ่านทั้งหมดในเวลา 5 ปีอาจจะเป็นเพราะเริ่มลงทุนได้ปีกว่า วิกฤตก็มาทันที เล่นเอาพอร์ตลบไปกว่าครึ่ง เกือบถอดใจเหมือนกัน
ดัง นั้นการที่เราเริ่มเร็วได้เปรียบคนเริ่มช้า เพราะเริ่มเร็วได้ศึกษาเร็ว ได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับเพื่อนนักลงทุนทุกวัน คุณก็จะได้เก็บเกี่ยววิธีคิด ปรับเปลี่ยน mind set ให้เข้าที่เข้าทาง และเอาตัวรอดได้สบาย อ่านมาถึงตอนนี้อย่าคิดว่าง่ายนะครับการจะลงทุนแล้วอยู่รอดได้ระยะยาว เพราะว่าคนที่หันหลังหมดเนื้อ หมดตัวกับตลาดหลักทรัพย์ก็มีไม่น้อย ส่วนมากได้เยอะ แต่ก็เอากลับคืนไปเป็นสองเท่า บางคนที่ขาดทุนมหาศาล มักจะหมดกำลังใจและก็หันหลังจากไปจากสังเวียนการลงทุน อีกกลุ่มหนึ่งก็ลุ้นแบบทางไกลเป็น VI จำยอมตามสโลแกนไม่ขายไม่ขาดทุน (เพื่อนผมถือ TTA 28 บาท เลิกเล่นหุ้นนานแล้ว แต่ยังขายหุ้นลงดอยไม่ได้เลย ไม่กล้าขายขาดทุนเพราะจะโดนเป็นล้าน)
บาง คนคิดว่าต้องมีหลักทรัพย์เยอะๆ ในการลงทนเพื่อของเปิดบัญชีแบบมาร์จิ้นได้ ซึ่งก็ไม่ผิด แต่ถ้าผมแนะนำผมมักจะให้ใช้เงินหลักหมื่น น้อยแต่ดี ไม่ต้องไปเอาเงินทั้งหมดที่หามาได้มากองในพอร์ตเพื่อให้พอร์ตโต เอาไว้อวดเอาไว้ประดับบารมี ไม่มีประโยชน์ในช่วงเิริ่มต้นหรอกครับ เงินน้อยๆเปิดบัญชีธรรมดา เพราะพวกที่ถูกความโลภครอบงำแล้วนั้นการมีมาร์จิ้นก็เป็นดาบสองคม ที่ยิ่งทำให้เราตายเร็วยิ่งขึ้น การลงทุนในหลักหมื่นต้นๆถึงกลางๆ ดีตรงที่ เราจะไม่มีความกดดันในการลงทุนมากนัก เพราะการซื้อหุ้น ย่อมมีโอกาสขาดทุน ยิ่งลงทุนมาก ขาดทุนก็จะมาก การตัดสินใจ stoplose ก็จะทำยาก แต่ถ้าลงทุนน้อย ผิดพลาดไปในวงเงินหลักพัน หลักร้อย คุณยังทำใจยอมรับได้ ง่าย และที่เป็นสัจธรรมคือ การลงทุนในช่วง 6 เดือน มันเป็นช่วงสุกดิบซื้อวิชา ยังไงก็ต้องขาดทุน ยังไงก็ต้องจ่ายค่าวิชาให้กับหุ้นมีเจ้า, หุ้นรายวัน ,หุ้น IPO จอมแสบ, future พารวย หรือแม้แต่นวัตกรรมหวยออนไลน์แบบ DW
ดัง นั้นการลงทุนน้อย ยิ่งเจ๊งยิ่งเรียนรู้จากประสบการณ์ทำให้เรา ฉลาดและมีทักษะ รู้ว่าแบบนี้ไม่ควรทำ แบบนี้ไม่เวริ์ค (ถ้าต่อมเรียนรู้ข้อผิดพลาด คุณไม่เสีย คุณจะไม่ผิดครั้งที่สาม สี่ ห้าอีก) ที่สำคัญคนที่เปลี่ยนแนวทางการลงทุน หรือระบบเทรด ในช่วงปีแรกจะมีมาก เพราะคุณจะรู้จักระบบนั้นระบบนี้จากเพื่อนฝูง หรือรุ่นพี่ เทคนิคแบบนั้นแบบนี้ ดังนั้นช่วงการลองผิดลองถูก ถ้าเราจำกัดเงินลงทุนขั้นต้นได้น้อย การขาดทุนก็จะไม่มาก และไม่เกิดอาการท้อแท้ผิดหวัง จนหันหลังเิดินออกไป ดังนั้นขอแค่มีเงินเก็บเป็นเงินเย็น มีใจพร้อมจะเรียนรู้และเข้ามาในโลกการลงทุน เท่านี้ก็เพียงพอที่จะเริ่มต้นแล้วครับ ไม่ต้องกังวลว่าจะได้ผลตอบแทนน้อยไม่พอยาไส้ จนต้องรีบเพิ่มทุน เพราะโดยทั่วไปการทำกำไรจะเกิดขึ้นได้แบบถาวรและยั่งยืนก็ต่อเมื่อ เราเข้าใจตลาด เข้าใจวิธีการลงทนแบบเป็นระบบ ที่สำคัญจากสถิติการลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่มาก จะมีโอกาสชนะมากกว่า การลงทนด้วยเงินก้อนใหญ่ เพราะเราสามารถควบคุมภาวะอารมณ์และจิตใจ ในการตัดสินใจในเกมส์ได้ดีกว่า
สุด ท้ายเตือนตัวเองเสมอว่าตลาดหุ้นมันอันตรายและต้องไม่ลืมว่าอีกนัยหนึ่งมัน คือ สนามรบดีๆ เงินที่เราได้มา อีกด้านหนึีึ่งของมันก็คือเงินจากหยาดน้ำตา ความเจ็บใจ และความแพ้พ่ายของคนอีกกลุ่มที่ซื้อ ขายหุ้นตัวเดียวกับเรา ดังนั้นการเตรียมตัวให้พร้อมให้ดีที่สุดถึงแม้จะไม่ทำให้เราเป็นผู้ชนะ แต่มันก็จะไม่ทำให้เราเป็นผู้แพ้แบบถาวร อย่างน้อยภูิมิต้านทานความเจ๊งก็จะถูกปลูกขึ้น และคุ้มครองตัวเราเองตลอดไปครับ
ที่มา http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=49717
วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556
10 เกาะสวยในประเทศไทย...ไม่ไปไม่ได้แล้ว
เมื่อพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยที่เด่นดัง คงหนีไม่พ้นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และสถานที่ที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกเสียจากเกาะต่าง ๆ ที่คงความงดงามและความอุดมสมบูรณ์ของหาดทราย น้ำทะเล และพืชสัตว์ในโลกใต้น้ำ ดังนั้น กระปุกท่องเที่ยวจึงได้นำ 10 อันดับเกาะสุดเจ๋ง ซึ่งได้รับการการันตีจาก touropia.com สำหรับการไปเที่ยวพักผ่อนมาฝากกันค่ะ ส่วนจะมีที่ไหนบ้างนั้นไปชมกันเลย1. เกาะพีพีเริ่มกันที่อันดับที่ 1 เกาะพีพี เกาะที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ เป็นหมู่เกาะกลางทะเลอันดามัน ประกอบไปด้วย 2 เกาะใหญ่ คือ เกาะพีพีดอนและเกาะพีพีเล แต่จุดศูนย์กลางการท่องเที่ยวอยู่ที่เกาะพีพีดอน ด้วยความงดงามทางธรรมชาติของเกาะพีพีทำให้เคยติดอันดับที่ 1 จาก 10 ของเกาะที่สวยที่สุดในโลก จนได้รับสมญานามว่าเป็น “มรกตแห่งอันดามัน” และยังเคยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีชอีกด้วย จึงไม่แปลกที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางมาสัมผัสความงามด้วยตาของตัวเองจุดเด่นของเกาะพีพี คือ น้ำทะเลสีเขียวมรกตใส อ่าวมาหยาที่ถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขาหินปูน และเป็นจุดดำน้ำลึกและน้ำตื้นที่มีปะการังสวยงาม สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่ หาดต้นไทร, อ่าวโละดาลัม, ถ้ำไวกิ้ง, อ่าวปิ และเกาะไม้ไผ่ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงอีกหลายแห่ง เช่น เกาะลันตา หินแดง-ม่วง2. เกาะเต่าเกาะเต่า อยู่ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งอยู่บริเวณอ่าวไทย มีพื้นที่ 21 ตารางกิโลเมตร รูปร่างของเกาะเป็นทรงยาว ๆ คล้ายเมล็ดถั่ว หลายคนคงสงสัยว่าทำไมถึงได้ชื่อว่า “เกาะเต่า” ที่มาของชื่อนี้มาจากมีเต่าจำนวนมากพากันมาว่างไข่ที่เกาะแห่งนี้ คนจึงเรียกกันว่า “เกาะเต่า” ซึ่งเป็นอีกเกาะที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกเลยทีเดียว จนได้รับฉายาว่า “เกาะสวรรค์กลางอ่าวไทย”จุดเด่นของเกาะเต่า คือ แนวปะการังน้ำตื้นและน้ำลึกที่สวยงามและยังคงความสมบูรณ์อยู่ ประกอบกับมีสัตว์น้ำนานาชนิด สีสันสวยงามแหวกว่ายตามปะการัง ปัจจุบันเป็นเสมือนศูนย์กลางของกีฬาดำน้ำไปแล้ว มีโรงเรียนสอนดำน้ำมาเปิดเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีหาดทรายสีขาวบริสุทธิ์ ส่วนแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ บริเวณเกาะเต่าที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว เช่น หาดปะการัง, อ่าวโฉลกบ้านเก่า และจุดชมวิวนางยวน ฯลฯ3. เกาะช้างเกาะช้าง เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทย มีพื้นที่ประมาณ 429 ตารางกิโลเมตร อยู่ในเขตจังหวัดตราด ลักษณะทางภูมิประเทศประกอบไปด้วย ภูเขาสูง มีหินผาซับซ้อนจุดเด่นของเกาะช้าง คือ มีหาดทะเลขาวสะอาด น้ำทะเลใส และมีแหล่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งที่พัก ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ สำหรับนักท่องเที่ยว ที่สำคัญอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก ส่วนแหล่งท่องเที่ยวเลื่องชื่อ ได้แก่ อ่าวคลองสน, อ่าวใบลาน, หาดทรายขาว, หาดไก่แบ้, หาดคลองพร้าว-แหลมไชยเชษฐ์, เกาะไม้ชี้, น้ำตกคลองนนทรี และน้ำตกธารมะยม ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมยอดฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ นั่นก็คือ ขี่ช้างเที่ยวบริเวณเกาะ ท่องป่า ขึ้นภูเขา ล่องเรือ ส่องนก ดูหิ่งห้อย โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินทางไปพักผ่อนที่เกาะช้าง คือ ช่วง เดือนตุลาคม-เมษายน เพราะเป็นช่วงคลื่นลมสงบ4. เกาะภูเก็ตภูเก็ต เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่ประมาณ 543 ตารางกิโลเมตร ถูกโอบล้อมรอบด้วยน้ำทะเลสีคราม และหาดทรายสีขาวเนียน เหมาะกับการมาพักผ่อนหย่อนใจรับลมทะเลในช่วงฤดูร้อนเป็นอย่างมาก ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสความงามอย่างล้นหลาม เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางฝั่งอันดามันเลยก็ว่าได้จุดเด่นของเกาะภูเก็ต คือ ความงามของทิวทัศน์ทางธรรมชาติ ชายหาดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมี หาดป่าตอง หาดกะรน หาดกะตะ และหาดกมลา ฯลฯ และมีเกาะน้อยใหญ่ที่สวยงามไม่แพ้เกาะภูเก็ตรายล้อมอีกด้วย เช่น เกาะไม้ท่อน เกาะราชา เกาะรัง เกาะเฮ เกาะสิเหร่ นอกจากนี้ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมด้วย เช่น อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ ฯลฯ ขณะที่สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่พักที่เพียงพอต่อจำนวนนักท่องเที่ยว ร้านอาหาร ผับบาร์ แหล่งบันเทิงต่าง ๆ จัดว่าเป็นเมืองที่คึกคักมากทีเดียว5. เกาะพะงันเกาะพะงัน อยู่ห่างจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี 100 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในอ่าวไทย ตัวเกาะมีพื้นที่ประมาณ 168 ตารางกิโลเมตร อยู่ห่างจากเกาะสมุยเพียง 20 กิโลเมตรเท่านั้น มีลักษณะภูมิประเทศของเกาะเป็นภูเขาและชายหาด มีสันทรายและแนวหินปะการังรอบ ๆ เกาะ ซึ่งเกาะพะงันนับว่ามีชื่อเสียงทั่วโลกในเรื่องการจัด “ฟลูมูน ปาร์ตี้” นอกจากนี้ ก็มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมอีกหลายแห่งจุดเด่นของเกาะพะงันที่นอกจากจะมีหาดทรายขาวสะอาดน่าลงไปนอนเกลือกกลิ้ง น้ำทะเลสีฟ้าใส น้ำตก ภูเขาแล้ว ยังเป็นสถานที่จัดฟูลมูน ปาร์ตี้ อีกด้วย โดยหาดที่มีชื่อเสียง ได้แก่ หาดริ้น หาดท้องนายปาน และหาดแม่หาด บรรยากาศที่เกาะค่อนข้างคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ขณะที่อีกมุมหนึ่งของเกาะพะงันเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เช่น วัดวาอารามต่าง ๆ มากมาย รวมถึงจะได้เห็นวิถีชีวิตชาวสวนมะพร้าวและชาวประมงพื้นบ้าน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผสมผสานระหว่างความงามทางธรรมชาติและวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว และเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้แวะเวียนกันมาเยี่ยมชม6. เกาะสมุยเกาะสมุย เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ห่างจากพื้นแผ่นดินใหญ่ 35 กิโลเมตร ตัวเกาะมีพื้นที่ 247 ตารางกิโลเมตร เนื่องจากภูมิประเทศที่เกาะสมุยเป็นที่ราบ การสัญจรโดยรถยนต์จึงเป็นเรื่องที่สะดวกสบาย เพราะมีถนนครอบคลุมทั้งเกาะ รวมถึงมีสนามบินสำหรับบริการนักท่องเที่ยวอีกด้วยจุดเด่นของเกาะสมุย คือ มีหาดทรายธรรมชาติสวยงามเนื้อละเอียดหลายแห่ง เช่น หาดเฉวง หาดละไม หาดตลิ่งงาม และหาดนาเทียน อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้และแหล่งน้ำ นอกจากนี้ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ เช่น อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดละไม พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสมุยและสวนเสือ หินตายาย เกาะแตน ศูนย์ลิงสมุย สนามควายชนสมุย สวนผีเสื้อสมุย เจดีย์แหลมสอ และน้ำตกหินลาด ฯลฯ โดยช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการมาพักผ่อนหย่อนใจจะเป็นช่วงมกราคม-พฤษภาคม เพราะเป็นระยะเวลาที่คลื่นลมสงบ ไม่มีมรสุมใด ๆ เคลื่อนตัวผ่าน7. เกาะตะรุเตาเกาะตะรุเตา อยู่ในเขตจังหวัดสตูล มีเนื้อที่ทั้งบนเกาะและทะเลประมาณ 1,490 ตารางกิโลเมตร ประกอบไปด้วยเกาะทั้งหมดถึง 51 เกาะ เกาะตะรุเตามีที่มาอันแสนยาวนาน ครั้งหนึ่งเคยถูกใช้เป็นทัณฑสถาน รวมถึงนิคมฝึกอาชีพสำหรับนักโทษ แต่ในปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของอุทยานแห่งชาติตะรุเตา และเนื่องจากมีความสมบูรณ์ทางธรรมขาติมากจึงกลายเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวไปโดยปริยายจุดเด่นของเกาะ คือ มีป่าที่อุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า สัตว์ทะเล และมีปะการังหลากสีสันสดใส เรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้เป็นอย่างดี มีสถานที่ดำน้ำหลายแห่ง เช่น บริเวณผาปาปิญอง อ่าวสน เกาะตะเกียง และยังมีชายหาดขาวสะอาดอีกด้วย ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถกางเต็นท์พักแรมได้ที่หาดทรายอ่าวเมาะและหาดทรายอ่าวสน นอกจากนี้ ยังมีจุดชมวิวที่ผาโต๊ะบู ซึ่งสามารถมองลงมาเห็นทัศนียภาพเบื้องล่างทั้งหาดทราย น้ำทะเล และโขดหิน8. เกาะเสม็ดเป็นเกาะขนาดเล็กตั้งอยู่บริเวณอ่าวไทย และอยู่ในเขตจังหวัดระยอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก สามารถเดินทางไป-กลับภายในวันเดียวได้อย่างสบาย ๆ ตัวเกาะมีพื้นที่ 3,125 ไร่ และที่มาของชื่อเสม็ดนี้ได้มาจากมีต้นเสม็ดขาวและเสม็ดแดงขึ้นเต็มเกาะไปหมด นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่าเกาะเสม็ดคือ “เกาะแก้วพิสดาร” ในวรรณคดีของสุนทรภู่ เรื่องพระอภัยมณีอีกด้วยจุดเด่นของเกาะเสม็ด คือ มีชายหาดที่สวยเริ่มตั้งแต่อ่าวน้อยหน่า อ่าวลูกโยน หาดทรายแก้ว อ่าวไผ่ อ่าวทับทิม อ่าวนวล อ่าวช่อ อ่าววงเดือน อ่าวแสงเทียน อ่าวหวาย และอ่าวกิ่ว ฯลฯ ซึ่งทุกหาดที่นี่ล้วนแล้วแต่มีเม็ดทรายสีขาวสะอาดตา และมีโขดหินทอดตัวสลับกับชายหาด น้ำทะเลใสเหมาะกับการว่ายน้ำพักผ่อนหย่อนใจ นอกจากนี้ ยังสามารถชมวิวพระอาทิตย์ตกที่อ่าวพร้าวได้อีกด้วย สำหรับราคาอาหารและที่พักจัดว่าไม่แพงเลยเมื่อเทียบกันที่อื่น9. เกาะลันตาเกาะลันตา อยู่ในเขตจังหวัดกระบี่ มีพื้นที่ 472 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย เกาะลันตาใหญ่และเกาะลันตาน้อย แต่แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมส่วนมากอยู่บนเกาะลันตาใหญ่ ขณะที่เกาะลันตาเล็กเป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอลันตา ผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะนี้มีหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา มีทั้งคนไทย คนไทยเชื้อสายจีน ชาวเล ที่นับถือทั้งศาสนาพุทธและอิสลาม และด้วยเหตุที่ว่าเกาะลันตาอยู่ห่างจากพื้นแผ่นดินใหญ่ ทำให้ความงามทางธรรมชาติยังคงอยู่จุดเด่นของเกาะลันตา คือ มีชายหาดยาวเรียงรายต่อเนื่องถึง 13 หาด มีทั้งหาดทรายขาว หาดหิน มีอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา ซึ่งเป็นป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ และมีหินแดงหรือปะการังอ่อนที่มีสีแดงเมื่อกระทบกับแสงแดด มีดอกไม้ทะเล กัลปังหา นอกจากนี้ ยังมีจุดชมวิวแหลมโตนด เป็นแหลมที่ยื่นออกไปในทะเลด้านฝั่งตะวันออกเป็นหาดทรายสีขาว ส่วนด้านตะวันตกเป็นหาดหิน มีหินที่มีรูปทรงและสีสันแปลกตาวางเรียงรายเต็มพื้น และเป็นสถานที่ตั้งของประภาคาร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำเกาะลันตา เมื่อเดินขึ้นไปชมวิวบนประภาคารจะเห็นต้นตาลโตนดมากมาย10. เกาะหลีเป๊ะเกาะหลีเป๊ะ เป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ในจังหวัดสตูล ตั้งอยู่ห่างจากเกาะอาดังทางตอนใต้ 2 กิโลเมตร อยู่ในอาณาเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา จุดเด่นของเกาะหลีเป๊ะ คือ น้ำทะเลใส หาดทรายขาวละเอียด มีปะการังหลากสีโอบล้อมเกาะเอาไว้ อุดมไปด้วยสัตว์น้ำหลายชนิด และมีเวิ้งอ่าวที่สวยงาม เพียงแค่ก้าวเท้าลงไปในทะเลไม่กี่ก้าวจะเห็นปะการังและปลาการ์ตูนว่ายวนเวียนอยู่รอบ ๆ นอกจากนี้ เกาะหลีเป๊ะยังได้รับการขนานนามว่าเป็น “มัลดีฟส์แห่งเมืองไทย” ซะด้วย สำหรับชายหาดที่งดงามเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ได้แก่ หาดพัทยา เป็นหาดที่มีความสวยงามที่สุด อยู่บริเวณด้านหน้าของหมู่บ้านชาวเล, หาดซันไรท์ อยู่ทางทิศตะวันออก ใกล้ ๆ กับหมู่บ้านชาวเล เป็นบริเวณที่สามารถรับชมพระอาทิตย์ขึ้น จัดว่าเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ และหาดซันเซตเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่งามที่สุดแห่งหนึ่ง
ที่มา http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=49624
วิธีที่ท่านขงจื้อ ใช้สอนคนธรรมดา ให้กลายเป็น ยอดคน
» Case Study : วิธีที่ท่านขงจื้อ ใช้สอนคนธรรมดา ให้กลายเป็น ยอดคน
เอี๋ยนหุยเป็นศิษย์รักของขงจื้อ มีนิสัยใฝ่ศึกษา คุณธรรมงดงาม
วันหนึ่ง...เอี๋ยนหุยออกไปทำธุระที่ตลาด เห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ที่หน้าร้านขายผ้า จึงเข้าไปสอบถามดู ถึงรู้ว่าเกิดการพิพาทระหว่างคนขายผ้ากับลูกค้า
ได้ยินลูกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวก ว่า “3 คูณ 8 ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย 24 เหรียญล่ะ!”
เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า “พี่ชาย 3x8 ได้ 24 จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้ว ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก”
คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน! จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ ไป ไปหาท่านขงจื้อกัน ”
เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร?”
คนซื้อผ้ากล่าวว่า“หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ?”
เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง)”
ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น!
เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “3x8 ได้ 23 ถูกต้องแล้วเอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย”
เอี๋ยนหุย ไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น
ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป
ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น
เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือน จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป
::::::::::::::::::
พอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ
ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมากความ อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้
ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมาหากเสร็จกิจธุระแล้ว พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า
“อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”
เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า “ศิษย์จะจำใส่ใจ” แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง
เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่ จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัยอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”
เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่
ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา
เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ?
เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน เลยใช้ดาบที่นำติดตัวมาค่อย ๆ เดาะดาลประตูห้องของภรรยา
เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน! เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง
เสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นมา “อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง” เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา อีกคนหนึ่งคือ...น้องสาวของเขาเอง
::::::::::::::::::
พอฟ้าสาง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้ ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง?”
ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า...
“เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่ จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย อาจารย์จึ้งเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง ”
เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ “ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน”
ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า “อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก ที่จริงแล้วเธอคิดว่าอาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว
เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3x8 ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก หากอาจารย์บอกว่า 3x8 ได้ 24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคน ๆ หนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ? ”
เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า...
“ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด”
จากนั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่งหนตำบลใด เอี๋ยนหุยคอยติดตามไม่เคยห่างกาย
::::::::::::::::::
• บทสรุป
จากตำนานเรื่องเล่านี้ ทำให้นึกถึงเพลง ๆ หนึ่งของ อิวเค่อหลี่หลิน (นักร้องดูโอของไต้หวัน) ที่ร้องว่า “หากสูญเสียเธอไป ต่อให้เอาชนะทั้งโลกได้แล้วจะยังไง?
เช่นกัน บางครั้งคุณอาจเอาชนะคนอื่นด้วยเหตุผลของคุณ แต่อาจจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป ”
เรื่องราวต่าง ๆ แบ่งเป็น "หนัก เบา รีบ ช้า" อย่าเป็นเพราะต้องการเอาชนะให้ได้ แล้วทำให้เสียใจไปตลอดชีวิต
เรื่องราวมากมายที่ไม่ควรทะเลาะกัน ถอยหนึ่งก้าวทะเลกว้างฟ้างาม
ทะเลาะกับลูกค้า ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ คุณก็จะรู้สึก)
ทะเลาะกับเถ้าแก่ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ตรวจผลงานปลายปีมาถึง คุณก็จะรู้สึก)
ทะเลาะกับภรรยา ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เธอไม่สนใจคุณ คุณก็หากับข้าวกินเองละกัน)
ทะเลาะกับเพื่อน ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เคลียร์ไม่ได้ คุณอาจจะเสียเพื่อนไปเลย)
ใบชา เกิดสีสวยและกลิ่นหอมน่าลิ้มลองได้ ก็เพราะโดนน้ำร้อนลวก
ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน เพราะเผชิญกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า
จึงเหลือไว้ซึ่งเรื่องราวเป็นตำนานให้ได้เล่าขานน่าตามติด
ผู้ที่รู้สำนึกคุณอยู่เสมอ จึงเป็นผู้มีวาสนามากที่สุด
ที่มา http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=49574
วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556
ทางที่สำคัญคือทางที่เรามีความสุข
บางทีเราก็มักจะคิดว่าเส้นทางและกระบวนการนำตนเองไปสู่เป้าหมายหรือความสำเร็จนั้นมันมีเพียงเส้นทางเดียว
แต่ในโลกความเป็นจริงนั้นมันมีเส้นทางและกระบวนการให้เราคิดสร้างสรรค์อย่างมากมาย ขึ้นอยู่กับจินตนาการและประสบการ์ณของแต่ละคน
และประสบการ์ณและจินตนาการของแต่ละคนจะส่งผลถึงการใช้ระยะเวลาเพื่อไปถึงเป้าหมายนั้นๆด้วย
ถ้าเราให้มูลค่ากับเวลามากเป็นพิเศษ เพราะมันคือสิ่งที่นำกลับมาไม่ได้ เราควรที่จะฝึกฝนพัฒนาตนเองให้หาเครื่องมือ กระบวนการ สร้างจินตนาการเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายได้เร็วที่สุด เพื่อให้เรายังคงมีเวลาเหลือมากขึ้นไปทำสิ่งอื่นๆได้อีก
แต่ตรงนี้ไม่มีกฎตายตัวเพราะว่า บางคนอ่านให้มูลค่าในการได้สัมผัสเส้นทางต่างๆ สิ่งแวดล้อมในการเดินทางที่แตกต่างกัน
สิ่งสำคัญคือเราควรหาเวลานั่งถามตนเองว่าเราต้องการอะไร มีความสุขหรือให้มูลค่ากับอะไร และเลือกเส้นทางตามความสุขของเรา เพราะมันจะทำให้เรามีความสุขตั้งแต่ออกเดินทางจนถึงวันที่ไปถึงเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้
" อยากไปเชียงใหม่มันไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียวนะครับ ^^ แต่ทางที่สำคัญคือทางที่เรามีความสุข "

แต่ในโลกความเป็นจริงนั้นมันมีเส้นทางและกระบวนการให้เราคิดสร้างสรรค์อย่างมากมาย ขึ้นอยู่กับจินตนาการและประสบการ์ณของแต่ละคน
และประสบการ์ณและจินตนาการของแต่ละคนจะส่งผลถึงการใช้ระยะเวลาเพื่อไปถึงเป้าหมายนั้นๆด้วย
ถ้าเราให้มูลค่ากับเวลามากเป็นพิเศษ เพราะมันคือสิ่งที่นำกลับมาไม่ได้ เราควรที่จะฝึกฝนพัฒนาตนเองให้หาเครื่องมือ กระบวนการ สร้างจินตนาการเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายได้เร็วที่สุด เพื่อให้เรายังคงมีเวลาเหลือมากขึ้นไปทำสิ่งอื่นๆได้อีก
แต่ตรงนี้ไม่มีกฎตายตัวเพราะว่า บางคนอ่านให้มูลค่าในการได้สัมผัสเส้นทางต่างๆ สิ่งแวดล้อมในการเดินทางที่แตกต่างกัน
สิ่งสำคัญคือเราควรหาเวลานั่งถามตนเองว่าเราต้องการอะไร มีความสุขหรือให้มูลค่ากับอะไร และเลือกเส้นทางตามความสุขของเรา เพราะมันจะทำให้เรามีความสุขตั้งแต่ออกเดินทางจนถึงวันที่ไปถึงเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้
" อยากไปเชียงใหม่มันไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียวนะครับ ^^ แต่ทางที่สำคัญคือทางที่เรามีความสุข "
วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556
ข้อแตกต่างในความคิดระหว่างคนฝั่งซ้าย
(active income) กับคนฝั่งขวา(passive income ) ครับ


ที่มา http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=49413
คุณอยู่ในฝั่งไหนครับ ทำงานหาเงินหรือให้เงิน(หรือคน)ช่วยทำงาน(leverage )มากกว่ากัน....คิดแบบอย่าหลอกตัวเองนะครับ
ที่มา http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=49413
10 อันดับแนวทางที่จะทำให้เรามีความสุขสูงสุด
ความสุขเป็นสิ่งที่ใครๆต่างก็ปรารถนาจะให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งหลายคนก็พยายามค้นหาความสุขที่แตกต่างกันออกไป โดยใช้วิธีต่างๆที่ตัวเองถนัดและมีความเหมาะสม แนวทางพื้นฐานที่ทำให้เราสามารถมีความสุขได้ ซึ่งมี 10 อันดับดังนี้คือ
10.รู้จักลาหยุดงานซะบ้าง
การลาหยุดหลายคนมักจะมองว่าเป็นสิ่งไม่ดี เพราะจะทำให้คนอื่นหรือเจ้านายของเรามองภาพลบต่างๆนาๆ เช่นขี้เกียจทำงานหรือไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน แต่ผมจะบอกว่าการลาหยุดก็จะต้องรู้จักหยุดในช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือเป็นช่วงเวลาที่เราไม่มีกระจิตกระใจอยากทำงานจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่อย่างใด แต่มันจะช่วยให้เราสามารถมีเวลาปรับปรุงแก้ไขให้ตัวเองเข้าหาความสุขได้ง่ายขึ้น
9.อย่าไปเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
การที่เราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นนั้น ไม่ว่าจะยังไงก็แสดงให้เห็นว่าเราไม่เคยใส่ใจกับความสุขของตัวเองเลย แม้ว่าตัวเราจะมีดีกว่าหรือด้อยกว่าพวกเขาก็ตาม ฉะนั้นหันมามองตัวเองจะดีกว่า แล้วก็พยายามปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
8.หาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
เรื่องนี้ถือว่าเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับความสุข เพราะความสุขจะดีขึ้นก็อยู่ที่สถานที่ๆเราพักอาศัยหรือตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ โดยเฉพาะสถานที่ๆเป็นแหล่งธรรมชาติทั้งหลาย ที่ถือว่าเป็นสถานที่สำหรับการเพิ่มความสุขให้กับผู้คนอย่างแท้จริง
7.กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
อาหารมีสารอาหารต่างๆมากมายหลายชนิด โดยเราจะต้องเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและก็อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมตามอาหารหลัก 5 หมู่ ผมขอแนะนำว่าเราควรที่จะกินผัก ผลไม้ในสัดส่วนที่มากๆเข้าไว้ เพราะผัก ผลไม้จะมีสารอาหารที่ช่วยทำให้เรามีความสุขได้ ทั้งยังบำรุงร่างกายให้ระบบต่างๆมีการทำงานที่ดีขึ้นด้วย
6.หากิจกรรมยามว่างทำบ้าง
การทำกิจกรรมจะทำให้เราผ่อนคลายความตึงเครียดต่างๆนาๆที่เข้ามาในชีวิตของเรา และยังช่วยเพิ่มความสุขกับเราได้ เราจะต้องลองหากิจกรรมต่างๆทำบ้างเช่น ดูหนัง ฟังเพลง หรือเล่นกีฬา ดนตรี เพื่อที่จะช่วยเปิดโลกกว้างทางความคิดได้ และยังช่วยกระตุ้นความสุขหลั่งไหลเข้ามาหาเราได้
5.พักผ่อนซะบ้าง อย่าหักโหม
เราอย่าไปหักโหมการทำงานมากเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้ระบบร่างกายเสียหายแล้ว ยังทำให้ความสุขลดลงไปด้วย ฉะนั้นเราก็ควรที่จะพักผ่อนสักระยะหนึ่ง หรืออย่างดีเลยก็ควรที่จะเดินออกมาจากโต๊ะแล้วก็ออกไปเดินเล่น แล้วจากนั้นก็กลับมาที่ทำงานของเราต่อ แล้วทำงานอย่างมีความสุขเต็มเปี่ยม
4.รู้จักให้อภัยและลืมมันไปซะ
การให้อภัยจะทำให้ความสุขของเราเพิ่มขึ้นทวีขึ้น คงไม่มีใครหรอกที่จะมีความสุขจากการไม่อภัยเลย ที่สำคัญเราจะต้องลืมเรื่องราวต่างๆในอดีตให้หมดไปซะ แล้วก็มองอนาคตข้างหน้า เพื่อที่จะเดินหน้าหาความสุขตามที่ตัวเองปรารถนาเอาไว้ จำไว้ว่าการให้อภัยจะทำให้เราสามารถทำสิ่งที่ตัวเองได้ตามปรารถนาได้ เพราะการคิดแก้แค้นหรือไม่ให้อภัยจะทำให้ความสุขกลายมาเป็นความทุกข์
3.เลือกคบเพื่อนอย่างชาญฉลาด
ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเพื่อนของเรามีส่วนที่จะทำให้เรามีความสุขและความทุกข์ หากเรารู้จักเลือกคบเพื่อน เราก็จะได้ประโยชน์จากเพื่อนคนนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการช่วยเหลือในยามยาก ช่วยให้ความคิดดีๆให้กับเรา และกำหนดทิศทางอนาคตให้กับเราได้ แต่หากเราเลือกเพื่อนมั่วซั่ว ชีวิตของเราก็จะมั่วซั่วตามเพื่อนไปด้วย
2.จะต้องทำสิ่งที่ตัวเองชอบ
แน่นอนว่าข้อนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะว่าการทำสิ่งที่ตัวเองชอบไม่ว่าจะยังไงมันก็จะเพิ่มความสุขกับเราไปจนชั่วชีวิต ไม่ว่างานที่เราทำมันจะล้มเหลวมากแค่ไหนก็ตาม เราก็ยังมีความสุขกับการทำสิ่งที่เราชอบ ด้วยเหตุนี้พวกเราจะต้องหาสิ่งที่ตัวเองชอบแล้วก็ลงมือทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
1.ฝึกทำสมาธิและวางเป้าหมายชีวิต
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่อาจนับได้ว่ายากอยู่เหมือนกัน และแน่นอนก็เป็นสิ่งที่สำคัญด้วย เราจะต้องแบ่งเวลาในการฝึกทำสมาธิ เพราะการทำสมาธิถือเป็นการปฏิบัติอย่างหนึ่งที่ทำให้เราค้นพบความสุขได้สูงสุด และจะต้องหมั่นฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะทำให้เรามีเป้าหมายชีวิตของเราที่ชัดเจน การวางเป้าหมายในชีวิตถ้าจะให้ดีก็ต้องฝึกทำสมาธิควบคู่ไปด้วย แล้วเราก็จะเห็นภาพในอนาคตของเราชัดเจนยิ่งขึ้น
ที่มา http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=49414
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
แค่หกส่วนก็พอ
ที่กรุงไทเปมีผู้รับเหมาก่อสร้างคนหนึ่ง เป็นคนหนุ่มที่ชาญฉลาดที่รู้กันทั้งวงการ มีหัวการค้าเป็นเลิศ ทำงานคล่องแคล่วว่องไว พร้อมลุยงานหนัก...
-
ผมไม่เคยรู้จักหลวงปู่สุภา พระเกจิชื่อดัง กระทั่งทราบข่าวท่านละสังขารทางหนังสือพิมพ์ พอได้อ่านคอลัมสกู๊ปหน้า 1 ไทยรัฐ วันที่ 5 กันยายน 2...
-
ฝั่งทะเลอันดามัน 1.หมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะที่โดดเด่นด้วยน้ำทะเลสีฟ้าใสและหาดทรายขาวนวลละเอียดราวกับผงแป้ง หัวใจของสิมิลันคือ หินเรือใบที่โ...
-
ถ้าจะพูดถึงความรู้ เกี่ยวกับ Technical Analysis ซึ่งมีประวัติศาสตร์ ด้านวิชาการมาไม่นานนี้ ก็เป็นระยะเวลา 100-200 ปี มานี้เอง แต่ที่เป็น...