วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ตลาด Forex คืออะไร

ตลาด Forex (FOReign Exchange market) คือ ตลาดการค้าสกุลเงินระหว่างประเทศ (การเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน) ในการซื้อ-ขายเงินตราเหล่านี้ผู้ค้าจะสั่งซื้อเงินสกุลหนึ่งเพื่อแลกกับเงิน สกุลอื่น ตัวอย่างเช่น หากคาดการณ์ว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะลดลงเมื่อเทียบกับเงินยูโร ในสถานการณ์เช่นนี้ผู้ประกอบการค้าอัตราแลกเปลี่ยนจะขายเงินดอลลาร์และซื้อ เงินยูโร ถ้าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นผู้ประกอบการค้าสามารถขายเงินยูโรแล้วซื้อเงิน ดอลลาร์กลับมาได้จำนวนที่มากขึ้น สิ่งนี้คือการทำกำไร

การเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจะคล้ายกับการซื้อขายหุ้น ผู้ประกอบการค้าหุ้นจะซื้อหุ้นถ้าพวกเขาคิดว่าราคาของมันจะเพิ่มขึ้นในอนาคต และจะขายสินค้าหากพวกเขาคิดว่าราคาของมันจะลดลงในอนาคต ในทำนองเดียวกันผู้ประกอบการค้าอัตราแลกเปลี่ยนจะซื้อคู่สกุลเงินถ้าพวกเขา คาดหวังว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะเพิ่มขึ้นในอนาคตและจะขายคู่สกุลเงินถ้าพวกเขา คาดหวังว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะลดลงในอนาคต

ตลาด Forex มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงถึง 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สกุลเงินหลักที่ใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนคือเงินดอลลาร์สหรัฐ

ใครเป็นผู้ซื้อขายในตลาด Forex
มีผู้เล่นที่แตกต่างกันจำนวนมากในตลาด forex มีทั้งที่ซื้อขายเพื่อทำกำไร บางคนค้าเพื่อป้องกันความเสี่ยง และบางคนต้องการซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ ผู้เล่นต่างๆ มีดังนี้
• ธนาคารกลางของรัฐบาล
• ธนาคารพาณิชย์
• ธนาคารเพื่อการลงทุน
• องค์กรระหว่างประเทศ
• กองทุนบำเหน็จบำนาญ
• โบรกเกอร์และตัวแทนจำหน่าย
• บริษัทประกันภัย
• บุคคลทั่วไป

ความน่าสนใจของตลาด Forex
• ตลาด online ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตจึงทำให้ทุกคนสามารถซื้อ-ขายได้
• สามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง
• ตลาดจะไม่ถูกใครควบคุมไว้
• โบรกเกอร์เก็บค่าดำเนินการซื้อขายต่ำมาก
• ตลาดเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงในวันจันทร์ - ศุกร์
• ทุนเริ่มต้น $1!! หรือ 30 บาท

เวลาทำการของตลาด
ตลาด Forex นั้นมีหลายแห่งในโลก มีเวลาการเปิดปิดที่คาบเกี่ยวกัน ทำให้สามารถเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ตั้งแต่เช้าวันจันทร์เวลาตี 4 จนถึงเช้าวันเสาร์เวลาตี 4 (ตามเวลาประเทศไทย) ซึ่งตลาดต่างๆ มีเวลาเปิด-ปิดดังนี้


ตลาดประเทศเวลาทำการ
ชื่อย่อ ชื่อเต็มเวลาเปิดเวลาปิด
AUDAustralian DollarAustralia5.0013.00
JPYJapanese YenJapan7.0014.00
CHFSwiss FrancSwitzerland13.0021.00
EUREuroEuropean Monetary Union13.0021.00
GBPBritish PoundGreat Britain14.0022.00
USDUS DollarUnited States19.003.00

ลงทุนใน Forex ได้เงินจริงหรือเปล่า
เล่น Forex แล้วได้เงินจริงหรือเปล่า ผมขอตอบว่า...ได้จริงและเสียจริงครับ อยู่ที่ว่าคุณทำได้หรือเปล่า คุณต้องขยันศึกษาหาความรู้ หาเทคนิคในการทำกำไร ก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆ การที่จะเก่งได้นั้นก็ต้องผ่านการเรียนรู้และฝึกฝน การเล่น Forex จะคล้ายๆ การเล่นหุ้น แต่เป็นการซื้อขายค่าเงินแทน ตลาดจะคล่องตัวกว่าตลาดหุ้นมาก โบรกเกอร์ที่ให้บริการเทรด Forex ส่วนใหญ่แล้วจะมีเงินปลอมให้ทดลองเทรด (Demo Account) จึงควรศึกษาให้เข้าใจก่อนแล้วค่อยเล่นด้วยเงินจริง
 
ที่มา  http://money4fx.blogspot.com/

เราสามารถทำเงินได้อย่างไร?

อีกหนึ่งคำถามหลังจากรู้จักกับตลาด Forex กันแล้วก็คือซื้อขายอย่างไรจึงจะได้กำไร ซึ่งการซื้อขายในตลาด Forex จะสามารถทำได้สองทางคือ

- Buy ซื้อเมื่อราคาถูกแล้วขายราคาแพง คือเปิดออเดอร์ Buy ตอนที่ราคากร๊าฟวิ่งลงต่ำแล้ว Sell ตอนที่กร๊าฟวิ่งขึ้นสูงเพื่อปิดออเดอร์ทำกำไร

- Sell (Short) ขายราคาแพงแล้วซื้อกลับตอนราคาถูก คือเปิดออเดอร์ Sell (Sort) ตอนที่กร๊าฟวิ่งขึ้นสูง แล้ว Buy ตอนที่กร๊าฟวิ่งลงต่ำเพื่อปิดออเดอร์ทำกำไร

ถึงตอนนี้บางท่านก็อาจจะยังงง ๆ กับการ Buy และ Sell อยู่จึงขอยกตัวอย่างจากบัญชี Standard ดังนี้

ตัวอย่างเปิดออเดอร์ Buy
1. คุณจะเปิดออเดอร์ที่ 0.01 lot ได้กำไร-ขาดทุนเท่ากับจุดละ 0.1$
2. ถึงตอนนี้คุณคิดว่ากร๊าฟน่าจะวิ่งลงมาถึงจุดต่ำสุดแล้วจึงได้เปิดออเดอร์ Buy ที่ราคา 1.2750
3. พอเวลาผ่านไประยะหนึ่งกร๊าฟได้วิ่งขึ้นไปถึงราคา 1.2850 คุณก็ได้ทำการ Sell เพื่อปิดออเดอร์ทำกำไร
4. จากการเปิด Buy ที่ราคา 1.2750 แล้ว Sell ที่ราคา 1.2850 จะเท่ากับได้กำไร 100 จุด
5. จากข้อ 1. เท่ากับกำไรที่ได้จุดละ 0.1$ ก็เอา 0.1$ คุณ 100 จุด ก็เท่ากับได้กำไร 10$




ตัวอย่างเปิดออเดอร์ Sell
1. คุณจะเปิดออเดอร์ที่ 0.01 lot ได้กำไร-ขาดทุนเท่ากับจุดละ 0.1$
2. ถึงตอนนี้คุณคิดว่ากร๊าฟน่าจะวิ่งขึ้นมาถึงจุดสูงสุดแล้วจึงได้เปิดออเดอร์ Sell ที่ราคา 1.2850
3. พอเวลาผ่านไประยะหนึ่งกร๊าฟได้วิ่งลงถึงราคา 1.2750 คุณก็ได้ทำการ Buy เพื่อปิดออเดอร์ทำกำไร
4. จากการเปิด Sell ที่ราคา 1.2850 แล้ว Sell ที่ราคา 1.2750 จะเท่ากับได้กำไร 100 จุด
5. จากข้อ 1. เท่ากับกำไรที่ได้จุดละ 0.1$ ก็เอา 0.1$ คุณ 100 จุด ก็เท่ากับได้กำไร 10$




ที่มา  http://money4fx.blogspot.com/

หลักการลงทุนแบบ Buffett

ที่มาในแบบ chart รูปภาพเข้าใจง่าย

ทุกวันนี้คุณมีรายได้หลักจากด้านไหน

อีกครั้ง อยากแบ่งปัน...คนส่วนใหญ่ 95% จะมีรายได้จาก active income คือต้องลงแรงเอง(ทั้ง act และทั้งถีบ) จะมีเพียง 5% ในโลกนี้ที่เป็นแบบคานผ่อนแรงคือ passive income...โอกาสของ passive income คือรายได้แบบเงินไหลไม่ต้องลงแรงที่ได้จากการเป็นเจ้าของระบบที่ 1.leverage ด้วยคน=B(big business)....หรือ 2.leverage ด้วย เงิน=i(investor) คุณมี income จากด้านไหนครับ active หรือ passive income ?....สำหรับ ธุรกิจ ที่ยังต้องอาศัยเราขาดเราไม่ได้แบบนั้นยังไม่ถือเป็น B นะครับ ยังคงเป็นแค่ Sเพราะเรายังต้องเหนื่อยอยู่ดี....สำหรับผมแนวคิดที่ดีเกิดจากความสมดุลย์ เริ่มต้นจากเราต้องทำงานที่เราร่ำเรียนมาเพื่อให้ได้เงิน แล้ว ให้เงินทำงานโดยที่เราไม่ต้องกังวลใจ คือ I ที่ดี...ในระยะยาวแล้วระบบการลงทุนจะต้อง generate เงินที่สม่ำเสมอและมากเพียงพอโดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยอีกด้วย ...แน่นอนนี่แหละครับคือแก่นแนวคิดที่มาของบริษัท FRT ที่ให้หุ่นยนต์บริหารจัดการport ในระยะยาว...ขอเพียงเป็นเงินเย็นและลงทุนยาวก็พอ....

ที่มา   http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=48259
 
   
 

ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์

ลองอ่านประวัติดูก็จะรู้ที่มาที่ไปว่า อย่างไร แล้วก็จะทราบดีถึงสิ่งที่เกิดขึ้น




เปิดที่มานางอมรา ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำไมเธอคนนี้ถึงไม่เคยอยู่ข้างประชาชน

หลายๆท่านอาจจะจำไม่ได้ว่า ประธาน กสม.เคยทำอะไรไว้บ้าง ?

ปูม หลัง เครือข่าย นายสนธิ และอ.จ.จุฬา

- ท่านทราบหรือไม่ว่า ?
1. นายสนธิ เป็นเพื่อนสนิทกับอภิสิทธิ์

2. ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวนิช เป็นลูกจ้าง บ.ผู้จัดการ ของนายสนธิ

3. ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ได้รับเลือกเป็นคณบดีคณะรัฐศาสตร์ด้วยคะแนนเสียงต่ำสุด เป็นอับดับที่ 3 จากการสรรหาคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา โดยมี ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวนิช เป็นกรรมการสรรหา โดยอ้างว่า
- ผู้ที่ได้คะแนนอันดับที่ 1 (26 คะแนน) ไม่เหมาะสม
- แต่ ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ที่ได้ที่ 3 (8 คะแนน) มีความเหมาะสมด้วยเหตุผลที่ว่า “คณะรัฐศาสตร์ ควรจะลองของใหม่ๆ”

- ท่านสงสัยไหมว่า ?
ทำไม ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ พร้อม ศ.ดร.ชั่ยอนันต์สมุทรวนิช และคณะจึงอาศัยชื่อคณะรัฐศาสตร์ประกาศขับไล่นายกฯ ออกจากตำแหน่ง ในวันที่ 2 กพ. ก่อนที่นายสนธิ จะชุมนุมในวันที่ 4 กพ.

- ท่านทราบเรื่องนี้หรือไม่ ?
ตลอดเวลา 3 ปีในการดำรงตำแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ มิได้สร้างชื่อเสียง หรือ ผลงานของคณะรัฐศาสตร์ในทางที่ดี มีการประสานงานกับสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ไม่ราบรื่น

- ท่านมองออกหรือไม่ว่า ?
ทำไม ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ จึงมีคำสั่งให้มีการประชุมคณะกรรมการคณะรัฐศาสตร์นัดพิเศษ พร้อมเชิญคณาจารย์ทุกท่านในคณะรัฐศาสตร์ประชุมในบ่ายวันที่ 8 กพ เพื่อ
* อาจารย์ที่ไม่เข้าร่วมประชุมจะถูกหาว่าเป็นพวกเดียวกับนายก
* อาจารย์ที่เข้าร่วมประชุมต้องลงชื่อเข้าร่วมประชุม แล้วนำไปรวมกับรายชื่อผู้ขับไล่นายกฯ
* สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์(สรจ.) เป็นสถาบันเก่าแก่และมีความรัก เทิดทูนสถาบันจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมายาวนาน และต่อเนื่อง ทำคุณประโยชน์ให้กับคณะและนิสิตปัจจับันมากมาย ความรักของ สรจ. น่าจะมากกว่าของ ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ที่ไม่เคยเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยแห่งไหนเลยในประเทศไทย และ ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวนิช ที่มาเรียน รัฐศาสตร์เพียง 1 ปีการศึกษา
* ไปสืบกันเอาเองว่าอาจารย์ที่ขับไล่นายกฯ มีใครเคยทำงานให้กับพรรคการเมืองใดบ้างหรือไม่ “คิดให้ดีๆ นะ”

- ท่านทราบหรือไม่ว่า ?
4. ชัยอนันต์ สมุทรวณิช และ กนก อภิรดี เคยเป็นผู้บริหาร บ. IEC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเอ็มกรุ๊ปของสนธิ ลิ้มทองกุล ก่อนที่จะล้มละลาย

5. ลูกชัยอนันต์ ทำงานเป็นลูกจ้าง สนธิ

6. ลูกชายสนธิ กับลูกชาย ชัยอนันต์ หุ้นกัน ที่นายกว่าเอาเงินปรับโครงสร้างของสนธิมาใช้ไงกำลังโดนเรียกเงินคืน (พชร สมุทวนิช ลูกชายของชัยอนันต์ กับจิตตนาถ ลิ้มทองกุล เปิดทำธุรกิจ บ.เวิลด์ไวด์มีเดีย ร่วมกันโดยใช้เงินที่ว่า)

7. ดร.อัมรา พงศาพิชญ์ คณบดีรัฐศาสตร์จุฬาฯ จบจาก University of California ในขณะที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็จบจาก University of California เหมือนกัน

8. ดร. อมรา ที่รัฐศาสตร์ เป็นผู้มีความใกล้ชิดกับ ดร. อุบลรัตน์ ที่นิเทศศาสตร์ กลุ่มนี้จะเรียกว่าเป็นกลุ่มขาประจำฝั่งจุฬาก็ได้
ดร. อุบลรัตน์ เป็นประธาน คปส. โดยมี *** “สุริยะใส ” *** เป็นกรรมการ และมีเลขาชื่อ “สุภิญญา กลางณรงค์” คนถูกชินฟ้อง 400 ล้าน

9. ผศ.ดร. กัลยาณี คูณมี อาจารย์ นิด้า ที่ให้นายกลาออก — เป็นอะไรกับ ประพันธ์ คูณมี สส.สอบตกของประชาธิปัตย์ แกนนำม๊อบ

ขอบคุณ แหล่งข้อมูล "Red Intelligence"
http://www.facebook.com/RedIntelligence/posts/10151532544655723

ที่มา  http://pantip.com/topic/30826401

วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จิม โรเจอร์ "อินเดียน่าโจนส์....เเห่งตลาดการเงิน"

ในบรรดาประวัติของเทรดเดอร์ระดับโลกทั้งหมด ผมชอบประวัติของจิมโรเจอร์ มากที่สุด เพราะผมรู้สึกว่าโรเจอร์ เป็นคนที่มีสุดยอด Life Style ชัดเจนกว่าเทรดเดอร์คนอื่นๆ เป็นเทรดเดอร์ที่สามารถเชื่อมต่อความลุ่มหลงในการเทรด( Trading) เข้ากับ การท่องเที่ยว(Travelling) เเละการสอน (Teaching) นอกจากสามด้านนี้เเล้ว โรเจอร์ยังเป็นนักบุกเบิกอีกด้วย เมื่อเขาไม่สามารถหาดัชนีเกี่ยวกับตลาดสินค้าเกษตร (commodities) ที่เขาต้องการได้ เข้าก็สร้างมันขึ้นมาเอง ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นดัชนีที่เติบโตเร็วที่สุดของโลกไปเเล้ว โรเจอร์ได้หลุดเข้ามาสู่โลกเเห่งการเทรดโดยบังเอิญ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ค้นพบว่าตัวเองมีความลุ่มหลงในด้านการเทรดอย่างมาก จนได้มีคำกล่าวว่า "ตลาดห้นเเละตลาดการเงิน พร้อมที่จะจ่ายรางวัลตอบเเทนอย่างมหาศาลให้กับคนที่สามารถรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นบ้างในตลาด ซึ่งจิมโรเจอร์ พร้อมที่จะไขปัญหาเเม้ว่าจะทำงานให้เเบบฟรีๆ ก็ตาม เพราะเขาชอบความตื่นเต้นเเละท้าทาย"

โรเจอร์ได้กลับเข้าไปเรียนที่ Oxford เพิ่มเติมอีก 2 ปี โดยเน้นด้าน ปรัชญา เเละก็เศรษฐศาสตร์ เขาจะใช้เวลาว่างที่มีในการอ่านหนังสือ Economist , Financial time เเละฝันไว้ว่าเค้าจะเป็น "Gnomes of Zürich"
ผมขออธิบายเพิ่มเติมนะครับ Zurich เป็นเมืองนึงของประเทศสวิซเซอร์เเลนด์ ซึ่งขึ้นชื่อที่สุดด้านการเก็งกำไรในตราสารทุกประเภท คำว่า "Gnomes of Zürich" จึงตีความหมายว่า มีความสามารถในการลงทุนเเละเก็งกำไรขั้นสุดยอด

ในปี 1980 โรเจอร์กับโซรอสได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุน Quantum Fund โดยเขากล่าวว่า "ทุกๆวัน เวลาที่เขาตื่นมาตอนเช้า ไม่มีอะไรที่จะทำให้ เขามีความตื่นเต้น เเละมีความสุขอย่างมากได้เหมือนกับตลาดการเงิน" การทำงานเป็นเทรดเดอร์เหมือนการเล่นเกมส์ต่อปริศนา ที่ทุกๆวันจะมีเกมส์ใหม่ๆออกมาให้เราเล่นเสมอๆ เป็นที่สุดของความสนุกสำหรับเขา Quantum Funds นั้นสามารถสร้างผลตอบเเทนการลงทุนให้กับนักลงทุนได้อย่างมหาศาล ถึงกว่า 42 เท่า ภายในระยะเวลา 10 ปี ในขณะที่ผลตอบเเทนจากการลงทุนใน S&P 500 ได้เเค่เพียง 47% ซึ่งในปี 198o นั้นเองที่โรเจอร์ตัดสินใจที่จะเกษียณตัวเองออกจากกองทุน เเล้วเริ่มทำตามความฝันของตัวเองก็คือ เที่ยวรอบโลก พร้อมกับเขียนหนังสือ

จากเรื่องราวของโรเจอร์นั้นมีคำถามที่น่าสนใจ ตามมาซึ่งได้แก่........
1. อิสระ Vs ความมั่นคง ถ้าเราเลือกได้เราจะเลือกอะไร
2. ความสุข Vs รายได้ เป็นไปได้หรือไม่ ที่เราจะทำในสิ่งที่เรารัก เราชอบ เเล้วรายได้จะตามมามหาศาลเฉกเช่นกับ โรเจอร์

ลองหาคำตอบดูนะครับ คำตอบเเต่ละคนคงไม่เหมือนกันเเน่ๆ เเต่การที่เราตั้งคำถามจำพวกนี้บ่อยๆ จะช่วยทำให้เราเห็นเเง่มุมชีวิตของตัวเราเองหลากหลายขึ้นครับ

          ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=47903 

คำคมของเซียนหุ้นระดับโลก

ปีเตอร์ลิน กล่าวไว้ในหนังสือ beating the street ว่า

ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีการไหนเลือกหุ้นสุดท้ายสิ่งที่จะตัดสินว่าคุณจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวคือความสามารถในการเพิกเฉยต่อความกังวลกับเรื่องต่างๆในโลกได้ยาวนานพอที่จะทำให้การลงทุนของคุณ ประสบความสำเร็จ

สิ่งที่จะกำหนดชะตากรรมของนักลงทุนไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดแต่เป็นความสามารถในการควบคุมอารมณ์ต่างหาก นักลงทุนขี้ตกใจจะถูกกดดันให้ออกจากตลาดในยามที่ตลาดเต็มไปด้วยข่าวร้าย ไม่ว่าพวกเขาจะเฉลียวฉลาดปานใดก็ตาม

-

ผมคิดว่าคำพูดนี้เป็นจริงมากในชีวิตการลงทุนจริงๆ ปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่าการหาความรู้ทางการลงทุนจะไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปสำหรับนักลงทุนทั่วไป แต่สิ่งที่ยากก็คือ การควบคุมจิตใจไม่ได้ “สติแตก” ในเวลาที่หุ้นลง หลายคนซื้อหุ้นได้ในราคาไม่แพงแต่ก็ขายหุ้นเหล่านั้นออกไปในราคาขาดทุนหรือแทบไม่ได้กำไร เพราะหุ้นเหล่านี้ลงไปหลังจากที่เขาซื้อ แม้ว่าเขาจะมั่นใจในพื้นฐานหุ้นแค่ไหนก็ตาม แต่เขาคิดว่าถ้าหุ้นลงแสดงว่าเขาคิดผิดเพราะน่าจะมีคนที่รู้ดีกว่าตัวเขาอยู่ที่กำลังขายหุ้นตัวนั้น อย่ากระนั้นเลย ละทิ้งทุกสิ่งที่เขาคิดแล้วโยนขายหุ้นตามไปเลยดีกว่า น่าจะสบายใจดี ปรากฏว่าในอีกครึ่งปีต่อมาหุ้นตัวนั้นก็ขึ้นไปถึง 70% และกำไรของหุ้นก็ออกมาตามคาดเสียด้วย ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากเคยเจอเรื่องแบบนี้ และผมเองก็เคยมีประสบการณ์ที่ขมขื่นแบบนี้มาแล้วเหมือนกัน

ความเห็นของผมคือ แม้ว่าคุณเข้าใจในพื้นฐานหุ้นมากๆ แต่ถ้าคุณ สติแตกง่าย คุณก็มีแนวโน้มที่จะไม่ประสบความสำเร็จทางการเงินอยู่ดี



ต่อมาเป็นคำพูดของ ลิเวอร์มอ

-ลิเวอร์มอ กล่าวในหนังสือ how to trade in stock ว่า

ถ้าคุณอยากจะเป็นนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จจงขจัดความคิดเพ้อฝันออกไปจากหัวซะ ซึ่งความคิดพวกนั้นก็คือ ความคิดนั้นก็คือ ความคิดว่าคุณจะสามารถประสบความสำเร็จในการเก็งกำไรได้ตลอดเวลา ทุกวัน ทุกอาทิตย์ ลิเวอร์มอกล่าวว่า ผู้ที่มหกมุ่นกับการเก็งกำไรรายวันจะมองไม่เห็น trend ที่ใหญ่กว่านั้นและเมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มมีเทรนชัดๆ นักลงทุนเหล่านั้นจะไม่ได้ประโยชน์จากเทรนใหญ่เพราะเขาหมกมุ่นกับการหาประโยชน์รายวันมากเกินไป



คำกล่าวของลิเวอร์มอ น่าสนใจไม่น้อยเพราะ ลิเวอร์มอเป็นนักเก็งกำไรระดับโลก แต่เขาไม่ได้เก็งรายวัน ซื้อเช้าขายเย็น เมื่อนักลงทุนที่ชอบเทรดด้วยสโลแกนว่า เทรดหาค่ากับข้าว ดูเหมือนว่าคนที่ประสบความสำเร็จสูงนั้นจะมองเทรนที่เป็นหลักเดือนหลักปีมากกว่า วันหรืออาทิตย์ พวกเสี่ยๆในเมืองไทย บางคนก็บอกว่าปีนึงจะเทรดไม่กี่คนขอให้มั่นใจว่าทำกำไรได้แน่ชัวๆหน่อยค่อยเล่น ไม่เล่นตลอดเวลา



คำพูดสุดท้ายเป็นคำพูดของ buffet

ที่บอกว่าให้คิดซะว่าชีวิตนี้คุณซื้อหุ้นได้แค่ 20 ตัวก็พอ นั้นก็คือ ให้หวดต่อเมื่อเป็นวงสวิงที่ perfect เท่านั้น



ในชีวิตผมได้เจอกับเซียนหุ้นมาเยอะพอสมควร ผมสังเกตุว่าพวกเขาหลายคนที่รวยจากการเล่นหุ้น 50-100 เท่าใน 7-10 ปีย้อนหลังมานี้ เขาทำกำไรจากหุ้นไม่ถึง 10-12 ตัว ดูเหมือนแต่ละตัวพวกเขาถือกันเป็นปีหรือปีครึ่ง และได้แต่ละตัวเป็นเท่าๆกันทั้งนั้น ผมก็คิดว่าสิ่งที่บัฟเฟตพูดก็สะท้อนความเป็นจริงที่ประสบการณ์ผมได้เจอมาจริงๆ คือคนที่กำไรเยอะมากๆนั้น ไม่จำเป็นต้องได้มาจากหุ้นที่มากตัว แต่ได้จากไม่กี่ตัวแต่ตัวนึงเยอะๆ

การที่เราคิดว่าชีวิตนี้เราซื้อหุ้นได้ไม่กี่ครั้งจะทำให้การซื้อแต่ละครั้งมีความรอบคอบสูง ต้องมี mos สูงแต่ทำการบ้านหนักทำให้แต่ละครั้งที่ลงทุนมักจะไม่ค่อยผิดพลาด แต่กลับกันถ้าเราซื้อขายบ่อยมากเกินไป เรามักจะรู้พื้นฐานของหุ้นได้ไม่ละเอียดมาก และเราอาจไม่ได้ต่อราคามากเท่าไหร่ เพราะโอกาสที่ดีของการลงทุนจริงๆแล้วมีไม่ได้บ่อยนัก แต่ถ้าเราซื้อขายบ่อยมากๆ น่าจะสะท้อนว่าความรอบคอบของเราไม่มากนัก

ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=47900

แค่หกส่วนก็พอ

ที่กรุงไทเปมีผู้รับเหมาก่อสร้างคนหนึ่ง  เป็นคนหนุ่มที่ชาญฉลาดที่รู้กันทั้งวงการ  มีหัวการค้าเป็นเลิศ  ทำงานคล่องแคล่วว่องไว  พร้อมลุยงานหนัก...