วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ลงทุนอย่างมีความสุข : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ความผันผวนของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้นรุนแรงมากโดยเฉพาะในช่วงเวลาสั้นๆ สิ่งนี้ก่อให้เกิดกำไรหรือผลตอบแทนได้อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับความเสียหายมากมายให้กับคนที่เข้ามาเล่นหุ้นในตลาดแบบเก็งกำไร
ความสุขแบบเพ้อฝันและความโศกเศร้าเสียใจดูเหมือนว่าจะเป็นวัฏจักรที่ไม่จบสิ้นในตลาดหลักทรัพย์ ชีวิตของคนเล่นหุ้นจำนวนมากผูกพันอยู่กับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ นั่นก็คือเมื่อดัชนีปรับตัวขึ้นชีวิตเขาก็มีความสุข เมื่อดัชนีปรับตัวลงชีวิตเขาก็เป็นทุกข์

ความหวาดกลัวต่อการสูญเสียทำให้นักเล่นหุ้นมีความวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลาตราบที่ยังมีหุ้นอยู่ในมือ การแก้ปัญหาสำหรับหลายคนก็คือการถือหุ้นให้สั้นลง โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นผันผวนสูงนั้นคนจำนวนมากไม่ยอมถือหุ้นข้ามวันด้วยซ้ำ นั่นเป็นเหตุที่ทำให้การซื้อขายแบบหักลบกลบหนี้ภายในวันเดียวกันหรือเรียกว่า Net Settlement หรือการซื้อหุ้นตอนเช้าแล้วขายตอนบ่ายมีมากถึง 20 – 30% ของการซื้อขายหุ้นทั้งตลาด

คนเล่นหุ้นจำนวนมากคงเห็นว่านั่นคือความสุขของการเล่นหุ้น คือเมื่อลงเงินแล้วก็อยากเห็นผลเร็วว่าได้หรือเสีย และคำว่าได้หรือเสียก็คือต้องเห็นเม็ดเงินในบัญชีว่ามีเพิ่มขึ้นหรือลดลง แน่นอน ถ้าเม็ดเงินเพิ่มขึ้นความสุขก็ตามมา แต่ถ้าเม็ดเงินลดลง ความสุขจากการเล่นหุ้นก็กลายเป็นความทุกข์

โดยเฉลี่ยแล้วคนที่เล่นหุ้นเก็งกำไรระยะสั้นซื้อๆขายๆเป็นนิจสินในช่วงเกือบ 30 ปีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดมานั้น ผมคิดว่านอกจากจะไม่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว ยังขาดทุนด้วย เพราะในช่วง 28 ปีของตลาดหลักทรัพย์นั้น การลงทุนให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยประมาณปีละ 6 – 7% เท่านั้น ในขณะที่คนเล่นหุ้นระยะสั้นต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขายปีหนึ่งๆผมคิดว่ามากกว่านั้น เพราะฉะนั้นข้อสรุปของผมก็คือ คนเล่นหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเกือบ 30 ปี โดยเฉลี่ยแล้วมีความทุกข์มากกว่าความสุข และนั่นทำให้คนส่วนใหญ่ไม่อยากจะลงทุนในหุ้น

วิธีการลงทุนในหุ้นที่จะมีความสุขมากกว่าความทุกข์ โดยเฉพาะสำหรับคนทั่วๆไปที่มีเงินออมระยะยาวนั้น ผมมีความเห็นว่าควรจะเป็นการลงทุนในแนว Value Investment ที่เน้นการลงทุนระยะยาวในหุ้นที่มีคุณภาพดีและราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรเป็น โดยสูตรง่ายๆที่ผมเสนอก็คือ

ข้อแรก กันเงินประมาณ 30% ของทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องหรือเงินในบัญชีที่คุณไม่จำเป็นที่จะต้องใช้อีกนานมาก(ไม่ต่ำกว่า 5 ปี) เอามาลงทุนในหุ้น โดยที่เงินนี้ถ้าเกิดต้องสูญเสียไปมาก คุณก็ยังไม่เดือดร้อน แต่อย่าเพิ่งห่วงไปว่าคุณจะสูญเสียมาก ผมพูดเผื่อไว้เท่านั้นเพราะโอกาสเกิดอย่างนั้นมีน้อย ถ้าคุณปฏิบัติตามวิธีที่ผมจะพูดต่อไป

ข้อสอง เลือกหุ้น 5 – 6 ตัวในอุตสาหกรรมต่างๆกัน โดยหุ้นแต่ละตัวจะต้องเป็นกิจการที่มีคุณภาพดี นั่นก็คือเป็นธุรกิจที่อยู่มานานพอสมควร มีกำไรและจ่ายปันผลตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เจ้าของไม่มีประวัติที่เสียหาย และถ้าจะให้ปลอดภัยขึ้นไปอีก ก็ควรเป็นบริษัทที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของเขาก็จะยิ่งดี แต่นี่ก็ยังไม่พอจะต้องพิจารณาประกอบกับข้อสาม

ข้อสาม ราคาที่ซื้อหุ้นดังกล่าวในข้อสองจะต้องถูก และการที่จะดูว่าหุ้นถูกหรือแพงนั้นจะต้องดูที่ค่า PE, PB และ DP โดยเงื่อนไขง่ายๆก็คือ ค่า PE ไม่ควรจะเกิน 10 เท่า ซึ่งแปลว่าการลงทุนจะให้ผลตอบแทนปีละไม่ต่ำกว่า 10% ค่า PB เป็นตัวประกอบว่าเราจ่ายเงินแพงกว่าผู้ถือหุ้นเดิมมากน้อยแค่ไหน พยายามอย่าให้เกิน 2 เท่า ค่า DP บอกว่าในแต่ละปีเราจะได้เงินปันผลคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินที่เราลงทุนไป ซึ่งผมคิดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 4% ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเหลือเพียงปีละ 1%

ข้อสี่ เมื่อซื้อเสร็จแล้วก็ให้กอดหุ้นเหล่านั้นไว้อย่าไปขายเมื่อหุ้นขึ้นหรือลงในช่วงสั้นๆ โดยเฉลี่ยแล้วผมคิดว่าควรถือหุ้นไว้สัก 5 ปี นั่นก็คือ ถ้าคุณมีเงินลงทุน 1 ล้านบาท ปีหนึ่งคุณควรขายออกไปโดยเฉลี่ยเพียง 200,000 บาท แต่เมื่อขายแล้วก็ต้องเอาเงินที่ได้ไปซื้อหุ้นตัวใหม่แทน โดยที่การตัดสินใจขายหุ้นและซื้อหุ้นตัวใหม่นั้นมาจากการวิเคราะห์และติดตามที่จะกล่าวถึงในข้อห้า

ข้อห้า เมื่อคุณซื้อหุ้นแล้วคุณก็คือเจ้าของบริษัทคนหนึ่ง ดังนั้นคุณจะต้องติดตามผลการดำเนินงานของกิจการในทุกไตรมาส จะต้องติดตามข่าวคราวจากหน้าหนังสือพิมพ์แนวธุรกิจเป็นประจำ ติดตามการเคลื่อนไหวทางการตลาดของบริษัทซึ่งรวมถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆ และถ้าบริษัทเป็นผู้ขายสินค้าอุปโภคบริโภค คุณก็ควรจะลองใช้หรือคอยสังเกตว่าสินค้าหรือบริการของบริษัทเป็นอย่างไรด้วย

ข้อหก ในส่วนของราคาหุ้นนั้น คุณจะต้องไม่ตื่นเต้นเมื่อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งวิ่งขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็วในบางช่วง คุณไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบขาย สิ่งที่คุณควรสนใจมากกว่าก็คือมูลค่าของราคาหุ้นทั้งพอร์ตหรือของหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ว่ามันปรับตัวขึ้นลงอย่างไร ถ้ามูลค่าปรับตัวขึ้นก็ถือว่าคุณมาถูกทาง และถ้ามันปรับตัวลงหลังจากลงทุนมานานพอสมควรแล้ว(เป็นปี) บางทีคุณอาจจะต้องทบทวนตัวหุ้นที่เลือกมา

ถ้าคุณทำอย่างที่กล่าวมาทั้ง 6 ข้อ อย่างมั่นคง ผมคิดว่าโอกาสที่คุณจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 10% โดยที่บางส่วนประมาณ 4 – 5% จะมาจากเงินปันผล และอีกส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นจะมีสูง นั่นหมายความว่าภายในเวลาประมาณ 7 ปี มูลค่าของพอร์ตลงทุนของคุณจะโตขึ้นเป็นเท่าตัว โดยที่คุณจะไม่ต้องกังวลว่าดัชนีตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร

คุณอาจจะกังวลบ้างในช่วงแรกๆที่คุณเริ่มลงทุนตามแบบที่กล่าว โดยเฉพาะถ้าคุณเฝ้าตามดัชนีหรือราคาหุ้นในพอร์ตมากเกินไป หรือคุณไปฟังนักเล่นหุ้นหรือเพื่อน “ผู้หวังดี” มากเกินไป
แต่ถ้าคุณผ่านช่วงเวลามาพอสมควรและพอร์ตคุณเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ จนโอกาสที่คุณจะ “ขาดทุน” คือมูลค่าของพอร์ตลดลงต่ำกว่าต้นทุน มีน้อยลงมากแล้ว เมื่อนั้นคุณก็จะเลิกกังวล และจะรู้สึกว่าการลงทุนของคุณนั้นไม่เสี่ยง ความมั่นใจในการลงทุนจะเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคุณจะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการเล่นหุ้นระยะสั้น ทั้งหมดนี้จะทำให้คุณเป็นนักลงทุนที่มีความสุข

***********************

          ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=32175

วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เส้นแนวโน้ม Trend Line
เส้นแนวโน้ม (TREND LINE) หมายถึง ทิศทางของหุ้นที่มีการเคลื่อนที่ไปในแนวทางใดทางหนึ่ง ตามแนวโน้มนั้น ๆ ทำให้เราทราบถึงแนวโน้มของราคาหุ้นในอนาคต เราสามารถนำเส้นแนวโน้มไปหาแนวต้าน, แนวรับ หรือหาทิศทางของราคาได้ในแผนภูมิแบบแท่ง, แผนภูมิแบบแท่งเทียน หรือในแผนภูมิแบบ POINT & FIGURE และเราสามารถนำเอาเส้นแนวโน้มไปใช้ร่วมกับ เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคตัวอื่น ๆ ได้ เช่น RSI, MOMENTUM ฯลฯ

การวิเคราะห์แนวโน้ม Trend Line

การวิเคราะห์แนวโน้มสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ

แนวโน้มขึ้น (UPTREND)

แนวโน้มลง (DOWNTREND)

แนวโน้มที่เคลื่อนตัวไปทางด้านข้าง (SIDEWAYS TREND)


แนวโน้มขึ้น (UPTREND)

มีรูปแบบที่จุดยอดของราคาที่ขึ้นไปในแต่ละครั้งจะสูงกว่ายอดเก่า และราคาต่ำสุดของหุ้นที่ลดลงในครั้งใหม่จะสูงกว่าครั้งก่อน โดยเส้นแนวโน้มขึ้น (UPTREND LINE) จะเป็นเส้นตรงที่ลากผ่านจุดต่ำอย่างน้อยสองจุดในแนวขึ้น โดยไม่ควรมีจุดฐานที่ต่ำกว่าเส้นแนวโน้มขึ้นดังกล่าว ต่อมาหากราคาหุ้นตกทะลุผ่านเส้นแนวโน้มนี้ เป็นการบอกถึงแนวโน้มหุ้นจะเปลี่ยนเป็นลง


ชื่อ:  แนวโน้มขาขึ้น.gif
ครั้ง: 549
ขนาด:  8.7 กิโลไบต์


แนวโน้มลง (DOWNTREND)

มีรูปแบบที่จุดยอดของราคาที่ขึ้นไปในแต่ละครั้งจะต่ำกว่ายอดเก่า และจุดต่ำสุดของการลดลงครั้งใหม่จะต่ำกว่าครั้งก่อน โดยเส้นแนวโน้มลง (DOWNTREND LINE) จะเป็นเส้นตรงที่ลากผ่านจุดสูงสุดอย่างน้อยสองจุดในแนวลง โดยไม่ควรมีจุดยอดที่สูงกว่าเส้นแนวโน้มลงดังกล่าวต่อมา หากราคาหุ้นทะลุผ่านเส้นแนวโน้มนี้ขึ้นไป เป็นการบอกถึงแนวโน้มหุ้นจะเปลี่ยนเป็นขึ้น


ชื่อ:  แนวโน้มขาลง.gif
ครั้ง: 549
ขนาด:  7.9 กิโลไบต์

แนวโน้มที่เคลื่อนตัวไปทางด้านข้าง (SIDEWAYS TREND)

ระดับราคาจะวิ่งอยู่ภายในช่วงแนวรับและแนวต้านในแนวนอน โดยเมื่อราคาเคลื่อนตัวขึ้นและไปพบกับเส้นต้าน ราคาหุ้นจะดีดตัวลง ในทางตรงกันข้ามเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปจนพบกับแนวรับ ก็จะดีดตัวขึ้น โดยเคลื่อนตัวสลับขึ้นลงไปมาในลักษณะแนวระนาบ


ชื่อ:  ออกข้าง.gif
ครั้ง: 551
ขนาด:  19.9 กิโลไบต์
            ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=32015

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ช่วงนี้เล่นหุ้นไม่ได้เลย
รอให้ตลาดกลับตัวก่อนค่อยว่ากันใหม่
ระหว่างรอก็เทรด FX เล่น ๆ  ไปพลาง ๆ ก่อน
เปิดตลาดวันจันทร์จะ BUY EURGBP ตามระบบ
เด็กเทคนิคต้องมีวินัย เทรดไปตามระบบ
ไม่งั้นหมดตัวแน่ ๆ
"ไม่มีคำว่าสาย" ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ชื่อ:  img_003820copy1.jpg
ครั้ง: 630
ขนาด:  132.6 กิโลไบต์

ในเรื่องของการลงทุนในหุ้นนั้น นักวิชาการจำนวนมากมักจะบอกว่ามันเป็นเรื่องที่ “เสี่ยง” กว่าการลงทุนในพันธบัตร เงินฝากธนาคาร หุ้นกู้ เพราะที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเงินต้นจะยัง “อยู่ครบ” เสมอ พร้อมกับดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแน่นอน นอกจากนั้น หุ้นก็ยังถูกมองว่ามีความเสี่ยงกว่าที่ดินหรือทองคำในสายตาของคนทั่วไปในแง่ที่ว่า ทั้งสองอย่างนั้น “จับต้องได้และไม่สึกหรอ” และมันรักษาคุณค่าของมันได้เสมอ ราคาทองคำและที่ดินมีแต่จะ “เพิ่มขึ้น” แม้ว่าในช่วงหลังนี้ราคาทองคำอาจจะมีการ “ปรับตัวลงบ้าง” ในระยะสั้น ๆ แต่ในระยะยาวแล้ว มัน “ไม่เสี่ยง” ผิดกับหุ้นที่ราคาขึ้นลงทุกวัน หุ้นบางตัวนั้น ราคาตกลงไปมากในเวลาสั้น ๆ จนแทบจะหมดค่า หุ้นสำหรับบางคนนั้นคงเหมือนกับ “กระดาษ” ที่ราคาขึ้นลงได้รวดเร็ว บางครั้งขึ้นไปหลายเท่าได้ในเวลาอันสั้น แต่บางครั้งก็สามารถตกลงมาได้มากมายแทบจะไม่มีค่าเหมือน “กระดาษ” ดังนั้น หุ้นจึงเป็นอะไรที่ “เสี่ยงมาก”


ข้างต้นนั้นก็เป็นการวิเคราะห์เรื่องของความเสี่ยงในบางมิติ นั่นก็คือ เป็นการวิเคราะห์โดยอิงอยู่กับการลงทุน “ระยะสั้น” และเป็นการมองทรัพย์สินหรือหุ้นเป็น “รายตัว” แต่ถ้าเรามองการลงทุนเป็น “ระยะยาว” และลงทุนในทรัพย์สินหรือหุ้นเป็นแบบ “พอร์ตโฟลิโอ” หรือกระจายการลงทุนโดยการถือทรัพย์สินหรือหุ้นเป็นกลุ่ม เรื่องของความเสี่ยงก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เหตุผลสำคัญก็คือ ในระยะยาวแล้ว มิติสำคัญที่เข้ามาเกี่ยวข้องอีกตัวหนึ่งก็คือ “อัตราเงินเฟ้อ” เพราะนี่จะทำให้เงินมีค่าลดลงแม้ว่าเม็ดเงินของเราจะยังอยู่ครบ ตัวอย่างเช่น ถ้าสมมุติว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าอัตราเงินเฟ้อเท่ากับปีละ 3% แต่เงินลงทุนของเราได้ผลตอบแทนปีละ 2% เมื่อครบ 20 ปี เงินลงทุนของเราจะโตขึ้นจาก 100 บาท เป็น 149 บาท แต่ในวันนั้น สินค้าจะขึ้นราคาจาก 100 บาท เป็น 181 บาท ทำให้เรา “ขาดทุน” 32 บาท หรือซื้อของได้น้อยลงไปประมาณ 18% และนี่ก็คือความเสี่ยงของการถือทรัพย์สินที่มีมูลค่าคงที่แต่ไม่เติบโตหรือเติบโตช้ากว่าเงินเฟ้อในระยะยาว


มิติของการลงทุนแบบ “พอร์ตโฟลิโอ” นั้น ช่วยให้การลงทุนมี “ความผันผวน” น้อยลงมากทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การลงทุนในทรัพย์สินอย่างอื่นนั้น อาจจะมองได้ไม่ชัด แต่การลงทุนในหุ้นนั้น ถ้าเราลงทุนในหุ้นเพียงตัวเดียว ความเสี่ยงจะสูงมาก เนื่องจากหุ้นตัวนั้นอาจจะประสบปัญหารุนแรงได้ กิจการอาจจะเจ๊งไปและทำให้ราคาหุ้นกลายเป็นศูนย์ แต่ถ้าเราถือหุ้นหลาย ๆ ตัว โอกาสที่ทุกกิจการจะล้มละลายมีน้อยมาก ดังนั้น ราคาของหุ้นก็จะคละเคล้ากันไป บางตัวดี บางตัวอาจจะไม่ค่อยดี แต่โดยรวมแล้ว ราคาหุ้นก็จะเปลี่ยนแปลงไปไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น แม้ว่าเราจะถือหุ้นเป็นพอร์ตหลาย ๆ ตัวหรือถือกองทุนรวมที่มีหุ้นจำนวนมาก มูลค่าหุ้นก็อาจจะลดลงได้เนื่องจากปัจจัยร้อยแปด แต่ในระยะยาวแล้ว มูลค่าหุ้นโดยรวมก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย และถ้าเราสามารถถือหุ้นได้ถึง 20 ปี โอกาสที่มูลค่าหุ้นจะลดลงนั้นน้อยมาก ในทางตรงกันข้าม โอกาสที่หุ้นจะขึ้นไปสูงจะมีมาก โดยเฉลี่ยแล้ว ผลตอบแทนจะอยู่ที่ประมาณ 10% ต่อปี เงิน 100 บาทจะกลายเป็นประมาณ 673 บาทในเวลา 20 ปี เทียบกับการฝากเงินที่เราจะได้ประมาณ 149 บาทแล้ว ต้องบอกว่าการลงทุนในหุ้นนั้น ดีกว่ามากถ้าเรามีเวลาลงทุนถึง 20 ปี หรือเป็นการลงทุนระยะยาว


ข้อสรุปในขั้นนี้ก็คือ ถ้าเรามีเวลาลงทุนถึง 20 ปีแล้ว การลงทุนในหุ้น โดยการลงทุนแบบเป็นพอร์ตโฟลิโอหรือถือกองทุนรวม จะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดโดยที่มีความเสี่ยง “ต่ำที่สุด” และนี่ทำให้เราควรถือหุ้นเป็นสัดส่วนที่มากเมื่อเทียบกับทรัพย์สินอย่างอื่น มากเท่าไรนั้นคงขึ้นอยู่กับความมั่งคั่งและความรู้เกี่ยวกับการลงทุนของแต่ละคน แต่ใจผมคิดว่าอย่างน้อยไม่ควรต่ำกว่า 50% ของทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ และคนที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนเป็นอย่างดีจะมีหุ้นเกิน 90% ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก


ประเด็นสำคัญต่อมาก็คือ คนมักจะคิดว่าตนเองแก่แล้วหรือมีอายุมากแล้ว การลงทุนในหุ้นอาจจะเป็นเรื่องที่ “สายเกินไป” แล้ว เขาไม่มีเวลา 10 หรือ 20 ปี ที่จะทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องที่ “ไม่เสี่ยง” ดังนั้น เขาขอฝากเงินหรือซื้อพันธบัตรดีกว่า นี่อาจจะเป็นเรื่องที่ “ผิดพลาด” เรามาดูกันว่าเพราะอะไร?


เรื่องที่ทำให้คนคิดผิดน่าจะอยู่ที่ประเด็นของ “อายุเกษียณ” หรือเวลาเลิกทำงานที่มักกำหนดไว้ที่ 60 ปี นี่ทำให้เรารู้สึกว่าเราแก่แล้วตั้งแต่อายุใกล้เกษียณที่ 50 ปีขึ้นไป แต่ความเป็นจริงก็คือ อายุของคนกำลังยืนขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับสุขภาพก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ และผมคิดว่า คนรุ่นนี้จำนวนมากน่าจะมีอายุถึง 80 ปีขึ้นไปก่อนตาย นอกจากนั้น ความสามารถในการลงทุนในหุ้นก็น่าจะทำได้จนถึงอายุ 80 ปี และนี่ทำให้ผมคิดว่าการวางแผนเกี่ยวกับการลงทุนของเรานั้น เราควรกำหนดว่าเราจะลงทุนจนถึงอายุ 80 ปี และถ้าเป็นเช่นนั้น คนส่วนใหญ่ที่ยังไม่เกษียณในวันนี้หรือแม้แต่คนที่กำลังเกษียณจึงมีเวลาที่จะลงทุนอีกถึง 20 ปี ซึ่งทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด


คำแนะนำของผมสำหรับคนที่คิดว่าตนเอง “แก่” เกินที่จะเริ่มลงทุนก็คือ การลงทุน โดยเฉพาะในแนว Value Investment นั้น ไม่ได้ยากหรือใช้พลังอะไรมากมายนักแต่มันใช้ความสุขุมรอบคอบและใจเย็นยึดมั่นศรัทธาในสิ่งที่เราเห็นว่าถูกต้องซึ่งสิ่งเหล่านี้คนมีอายุไม่ได้เสียเปรียบคนหนุ่มสาวเลย ดังนั้น คนแก่ทำได้แน่นอน แต่จริง ๆ แล้วบางทีคุณอาจจะไม่ได้แก่อย่างที่คุณคิด และถ้าคุณสามารถลงทุนได้อีกถึง 20 ปี คุณก็สามารถเริ่ม “อาชีพใหม่” นี้ได้แม้ว่าคุณจะอายุ 60 ปีแล้ว และถ้าคุณทำได้ดี โอกาสที่คุณจะเป็น “เซียน” และมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมหาศาลก็ยังมีอยู่


พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึง แอนน์ ไชเบอร์ ซึ่งผมเคยเขียนถึงนานมาแล้วว่า เธอน่าจะเป็น “ไอดอล” ของนักลงทุน “คนแก่” ทั่วโลก เพราะเธอเริ่มลงทุนเมื่ออายุ 50 ปี โดยที่เธอเป็นเพียงเสมียนและมีเงินเดือนน้อยมากไม่ต้องพูดถึงความรู้ในการเลือกหุ้น เธอเริ่มจากเงินประมาณ 5,000 ดอลลาร์ โดยลงทุนซื้อหุ้นที่เป็น “ซุปเปอร์สต็อก” ที่ผลิตและขายสินค้าที่เธอรู้จักดีเช่น โคคาโคลา บริษัทยาเช่นเชอริงพลาวก์ เธอซื้อแล้วก็เก็บ ติดตามดูกิจการของบริษัทไปเรื่อย ๆ เมื่อได้เงินปันผลมาก็ลงทุนเพิ่มในหุ้นทบต้นไปเรื่อย ๆ สุดท้ายในวันที่เธอตาย ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านเหรียญ ซึ่งเธอบริจาคให้กับโรงพยาบาลหมดเนื่องจากเธอไม่เคยแต่งงานและไม่มีญาติพี่น้อง สิ่งที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จระดับนั้นก็คือ เวลาในการลงทุนอีก 51 ปี เพราะเธอตายตอนอายุ 101 ปี และผลตอบแทนที่เธอทำได้คือเฉลี่ยปีละประมาณ 17-18% ซึ่งก็เป็นผลตอบแทนที่ดีมาก ๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่ Value Investor มีโอกาสทำได้


คนมักจะถามว่า แก่แล้วจะหาเงินมาก ๆ ไปทำอะไร ได้แล้วก็ “ไม่มีโอกาสใช้” หรือคนที่มีเงินเก็บ “พอดี ๆ” ก็อาจจะกลัวว่าจะขาดทุนจากหุ้นแล้วเงินจะไม่เหลือพอใช้จนตาย คำตอบของผมก็คือ เราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร เราอาจจะคำนวณว่าเราจะตายเมื่ออายุ 80 ปี แต่เราอาจจะอยู่จนถึง 100 ปีก็ได้ และเมื่อถึงเวลานั้นเรายังจะมีเงินพอใช้หรือไม่? ดังนั้น การไม่ลงทุนในหุ้นจึงอาจจะเป็นเรื่องที่เสี่ยงพอ ๆ หรือมากกว่าการลงทุนในหุ้นก็ได้ ข้อสรุปสุดท้ายของผมก็คือ มีโอกาสสูงที่คุณควรลงทุนในหุ้นแม้ว่าคุณจะอายุมากแล้ว ไม่มีคำว่าสายเกินไป
          ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=32000&s=af52f7477e5a65e32ec09d10227c96af

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

คำเตือนสั้นๆของ Peter Lynch

ภาวะตลาดนั้นมีความผันผวนอย่างมาก และผมเชื่อว่าไม่มีใครสามารถคาดเดามันได้ ในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า เดียวมันก็จะเกิดขึ้นอีก แต่จริงๆแล้วมันจะเกิดขึ้นในทางตรงข้าม มันทำให้ผมนึกถึงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับชาวมายา

ในความเชื่อของชาวมายานั้น จักรวาลจะถูกทำลาย 4 ครั้ง และทุกครั้งพวกเขาก็จะเรียนรู้บทเรียนและจะทำทุกวิถีทางไม่ให้มันเกิดขึ้นมาอีก ครั้งแรกเกิดน้ำท่วมและผู้ที่รอดตายก็ได้อพยพตัวเองไปอยู่ที่สูงในป่า สร้างเขื่อนและกั้นกำแพงและสร้างบ้านบนต้นไม้ แต่น่าเสียดายครั้งที่สองโลกกลับถูกทำลายด้วย"ไฟ"

ผู้ที่รอดชีวิตก็หนีไกลจากป่าเท่าที่จะเป็นไปได้ พวกเขาสร้างบ้านใหม่ด้วยหินและอาศัยอยู่ตามรอยแยกของพื้น ในไม่ช้าโลกก็ถูกทำลายด้วยแผ่นดินไหว ผมจำเรื่องที่ 4 ไม่ได้แต่อาจจะเป็น"เศรษฐกิจตกต่ำ" แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรชาวมายาก็จะพลาด พวกเขากำลังยุ่งมากที่จะสร้างบ้านป้องกันแผ่นดินไหวครั้งต่อไป


มนุุษย์ปัจจุบันก็เหมือนชาวมายาในอดีต พยายามป้องกันในสิ่งที่มันเกิดไปแล้ว และเราก็รอดมาแล้ว(แน่นอน ไม่มีใครรู้มาก่อน) ไม่นานมานี้มีคนกังวลว่าน้ำมันจะเหลือเพียง 90 เหรียญต่อบาร์เรล แต่มันก็วิ่งไป 105 เหรียญต่อบาร์เรล คนก็วิตกอีกว่ามันราคาสูงเกินไป แต่มันก็วิ่งอยู่ใน 100 เหรียญมาหลายเดือน

ครั้งหนึ่งพวกเขาเตรียมตัวสำหรับเงินเฟ้อที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เราได้เงินฝืดมาแทน คนก็กลับมากังวลว่าเงินฝืดจะร้ายแรงกว่าเดิม แต่น่าเสียดายเงินเฟ้อก็กลับมาอีกครั้งและมันก็รุนแรงกว่าเดิม

ความกังวลมีอยู่ทุกที มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่กังวลกับสิ่งที่มันเคยเกิดขึ้นไปแล้ว และมันก็ไม่มีหลักฐานอะไรยืนยันว่ามันจะเกิดขึ้นอีก

- Peter Lynch

ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=31967
การแก้แค้นของจอนนี่ จอห์นนี่ เด็กชายอายุ 10 ขวบ เดินไปตามทาง..มือนึงลากรถลาก

อีกมือนึ่งดึงเชือกที่ผูกติดกับซากกบตัวแบนแต๊ดแต๋..

เมื่อเขาเดินมาถึงหอนางโลม.. เขาก็เคาะประตู..

หญิงวัยกลางคนนางนึงออกมาเปิดประตู

และเมื่อหญิงผู้นั้นเห็นจอนห์นี่กับรถลากและซากกบ

หล่อนจ้องมองเขาแล้วถามว่าเขาต้องการอะไร

จอห์นนี่ตอบว่า "ผมรู้น่าว่าคุณขายอะไร ผมมีเงินนะ

และผมก็จะไม่ไปไหนจนกว่าผมจะได้สิ่งที่ผมต้องการ"

หญิงผู้นั้นขำ และคิดจะหยอกเด็กน้อยเล่น

หล่อนจึงบอกให้เขาเข้ามาข้างในก่อน

"เข้ามาสิ แล้วก็เลือกหญิงสาวที่เธอต้องการ"

จอห์นนี่ถามว่า "มีสาวคนไหนที่เป็นโรคบ้างมั้ยเนี่ย?"

หญิงวัยกลางคนประหลาดใจนิดๆแต่หล่อนก็ตอบไปว่า

"ไม่มีหรอก"

จอห์นนี่เถียง "แต่ผมได้ยินพวกผู้ชายพูดกันนะว่า

ใครที่มีเซ็กซ์กับนางมาเบลที่หอนางโลมแล้วนั้น

จะต้องไปโรงพยาบาลและโดนฉีดยา...

ผมเอาคนนั้นแหละ.. ผมขอเลือกมาเบล..

ผมมีตังค์จ่ายน่า ไม่ต้องห่วง"

หญิงวัยกลางคนมองจอห์นนี่อย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

แต่ในที่สุดหล่อนก็บอกจอห์นนี่ว่า

"เอาหล่ะ ถ้าอย่างงั้นจะเลือกมาเบลก็ได้

ขึ้นไปชั้นบนนะ มาเบลอยู่ห้องแรกทางขวามือ"

จากนั้นจอห์นนี่ก็เดินไปที่บันไดพร้อมกับลากซากกบที่ถูกรถทับไปด้วย..

10 นาทีต่อมา

เขาก็เดินลงบันไดมา

มือก็ยังลากซากกบตายอยู่อย่างนั้น

เขาจ่ายเงินให้หญิงวัยกลางคน

แล้วจูงรถลากมุ่งหน้าไปทางประตู

หญิงวัยกลางคนเรียกให้เค้าหยุดก่อนแล้วถามว่า

"ถามหน่อยเถอะ ไหน ๆ เธอก็รู้เรื่องของมาเบลแล้ว

แล้วทำไมถึงเลือกสาวคนเดียวที่ติดโรคอีก ทำไมไม่เลือกคนอื่นหล่ะ?"

จอห์นนี่ตอบว่า..

"อ๋อ..มันเป็นแผนการแก้แค้นของผมน่ะ..คืนนี้พอผมกลับบ้าน

พ่อกับแม่จะออกไปกินข้าวนอกบ้านกัน แล้วทิ้งให้ผมอยู่กับพี่เลี้ยง

พอพ่อกับแม่ออกไป ผมก็จะมีอะไรกับพี่เลี้ยงซะ..แล้วพี่เลี้ยงผมก็จะติดโรคที่ผมเพิ่งติดไปเนี่ยแหละ..

พอพ่อกับแม่กลับมาบ้าน พ่อก็จะขับรถไปส่งพี่เลี้ยงของผม

ระหว่างทางพ่อก็จะมีอะไรกับพี่เลี้ยง..แล้วพ่อก็จะติดโรค..

พอพ่อกลับมาบ้าน พ่อก็มีอะไรกับแม่..แล้วแม่ก็จะติดโรคอีก..

แล้วพอถึงตอนเช้า พอพ่อไปทำงาน คนส่งนมก็จะมาส่งนม

แล้วเขาก็จะมีอะไรกับแม่ผม..แล้วเขาก็จะติดโรค..

ไอ้คนส่งนมเนี่ยแหละครับที่มันขับรถทับกบของผมตาย"

ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=31970
10 อันดับทะเลไทย สวยที่สุดในดวงใจ ^^
สำหรับคนรักการเที่ยวทะเลแล้ว ทะเลไทยขึ้นชื่อว่า เป็นทะเลที่สวยติดอันดับโลก ไม่ว่าจะเป็นฝั่งอันดามัน หรือ อ่าวไทย วันนี้ก็เลยอยากจะจัดอันดับทะเล
เที่ยวเมืองไทยไม่ไปไม่รู้ รักประเทศไทย i love u


อันดับ 1 :อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน น้ำใสจนนึกว่าเรือลอยได้ ^^ ถ้าไปเที่ยวแนะนำ 3 วัน 2 คืนครับ จุใจแน่นอน ทั้งดำน้ำ และ วิวสวยๆ จนไม่อยากกลับเลยละ

ชื่อ:  เกาะสิมิลัน.jpg
ครั้ง: 75
ขนาด:  58.1 กิโลไบต์

อันดับ 2 : อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ที่ที่ดำน้ำตื้นที่สวยที่สุดในประเทศ ไม่เคยคิดว่า จะดำลงไปใต้ทะเล แล้วพบกับ ประการังเขากวาง ยาว สุดลูกหูลูกตา สวยจับใจ

ชื่อ:  เกาะสุรินทร์.jpg
ครั้ง: 74
ขนาด:  69.0 กิโลไบต์

ชื่อ:  เกาะสุรินทร์2.jpg
ครั้ง: 74
ขนาด:  150.3 กิโลไบต์

อันดับ 3 : เกาะตาชัย ตอนนี้ได้จัดให้อยู่เป็นเกาะที่ 10 ในหมู่เกาะสิมิลันเรียบร้อยแล้วค่ะเพิ่งเปิดเกาะได้ สองปีนิดๆ หาดทรายปุยนุ่น ทะเลใสเครียร์ เหมาะกับไป 1 day trip มากๆ ค่ะ ชิวดีจริงๆ
ชื่อ:  เกาะตาชัย.jpg
ครั้ง: 74
ขนาด:  50.2 กิโลไบต์

อันดับ 4 : อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ( อาดัง ราวี หลีเป้ะ และเกาะเล็กๆ อีก 51 เกาะ) ไปที่เดียวเที่ยวได้ทุกเกาะ อยู่ใกล้ๆ กันหมดเลยค่ะ อยากจะอยู่ซักอาทิตย์นึง

ชื่อ:  เกาะตะรุเตา.jpg
ครั้ง: 74
ขนาด:  245.4 กิโลไบต์

อันดับ 5 : อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตนธารา - หมู่เกาะพีพี
ที่เที่ยวในตำนาน ยุคบุคเบิกเลยก็ว่าได้ค่ะ ตอนนี้กลายเป็นเมืองไปแล้วเสียความเป็นธรรมชาติไปเยอะค่ะ แต่ความสวยงาม ก็ยังคงอยู่แต่ก็ไม่สวยเท่าเดิม ที่เที่ยวที่มีคนรู้จักมากมายก็คือ อ่าวมาหยา อ่าวปิเละ


ชื่อ:  หาดนพรัตน์.jpg
ครั้ง: 74
ขนาด:  69.6 กิโลไบต์

อันดับ 6 : เกาะราชา อยู่ใกล้ภูเก็ตนิดเดียวค่ะ เหมาะกับการเที่ยวชิวๆมากๆ มีชายหาดเล็กๆ รอบเกาะ หลายที่ เลยค่ะ

ชื่อ:  เกาะราชา1.jpg
ครั้ง: 74
ขนาด:  42.6 กิโลไบต์[/CENTER]

อันดับ 7 : onedaytrip ทะเลแหวก เกาะห้อง ไร่เลย์ ไปวันเดียวก็เที่ยวได้ทุกที่ค่ะ ทะเลกระบี นำสีเขียวใส สวยมั่ก

ชื่อ:  ทะเลแหวก.JPG
ครั้ง: 74
ขนาด:  17.5 กิโลไบต์

ชื่อ:  เกาะห้อง.jpg
ครั้ง: 74
ขนาด:  60.6 กิโลไบต์

ชื่อ:  อ่าวไร่เลย์.jpg
ครั้ง: 74
ขนาด:  94.0 กิโลไบต์

อันดับ 8 : เกาะไข่นอก เกาะเล็กๆ เป็นรูปไข่เดินได้รอบเกาะภายใน 20 นาที 555 เป็นเกาะแวะ เวลาทัวร์เค้าไปเกาะอื่นๆ เช่นพีพี

ชื่อ:  เกาะไข่นอก.jpg
ครั้ง: 74
ขนาด:  65.5 กิโลไบต์

อันดับ 9 : เกาะหมาก มาทางอ่าวไทยกันบ้างค่ะ

ชื่อ:  เกาะหมาก.jpg
ครั้ง: 74
ขนาด:  67.5 กิโลไบต์

อันดับ 10 : เกาะกูด อ่าวไทย

ชื่อ:  เกาะกูด.jpg
ครั้ง: 74
ขนาด:  39.2 กิโลไบต์

ชื่อ:  เกาะกูด1.jpg
ครั้ง: 75
ขนาด:  149.3 กิโลไบต์

วันหยุดยาวนี้เพื่อนๆชาว S2M คงมีโปรแกรมพักผ่อนกันแน่นอน ขอให้เที่ยวให้สนุกนะค่ะ ไว้ถ้าใครมีโอกาส ลงรีวิวให้ดูด้วยนะค่ะ ^^ ส่วน NangFah วันหยุดยาวนี้ขอเวลาออกไปตามหาสายชลนะค่ะ อิอิอิ^^

         ที่มา  http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=31988

แค่หกส่วนก็พอ

ที่กรุงไทเปมีผู้รับเหมาก่อสร้างคนหนึ่ง  เป็นคนหนุ่มที่ชาญฉลาดที่รู้กันทั้งวงการ  มีหัวการค้าเป็นเลิศ  ทำงานคล่องแคล่วว่องไว  พร้อมลุยงานหนัก...